REVIEW : ถอดบทเรียนจาก BTS : BURN THE STAGE ep 4 – It’s on You and I

ไม่เคยเขียนอะไรที่จริงจังขนาดนี้ แต่พอดูจบแล้ว บอกกับตัวเองว่า ยังไง BTS : BURN THE STAGE ep 4 ก็ต้องเขียน “ถอดบทเรียน” ขึ้นมาให้ได้

ก่อนอื่น ขอเกริ่นก่อนว่า BTS : BURN THE STAGE นี้คืออะไร พูดง่าย ๆ เลยก็คือเป็นภาพยนตร์สารคดีเบื้องหลังการทำเวิร์ลทัวร์ในปี 2017 ของวง BTS ซึ่งร่วมมือกับ Youtube และขึ้นฉายบท Youtube RED เห็นเคลมกันว่าไม่มีสคลิป ไม่มีจัดฉาก นี่คือการเอาคลิปที่ทางทีมงานถ่ายมา มาตัดต่อเรียง ๆๆๆ ซึ่งทางไคโนะก็นั่งดูตั้งแต่ EP แรก จนตอนนี้มาถึง EP ที่ 4… โดยใน EP แรกถึง EP 3 ไคโนะก็นั่งดูแบบนิ่งมากค่ะ เพราะคิดว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดอยู่แล้วในการทำคอนเสิร์ต ไม่ว่าจะเป็นการป่วยระหว่างทัวร์ การทำได้ไม่ดีเท่าที่หวัง และอื่น ๆ … แต่มาที่ EP 4 ที่ทำให้ไคโนะรู้สึกว่ายังไงก็ต้องเขียนถอดบทเรียนขึ้นมา นั่นก็คือเรื่อง “การทะเลาะกันระหว่างทำงาน และการปรับความเข้าใจเพื่อให้งานเดินต่อไปได้”

เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ เลยค่ะ ไคโนะจะถอดออกมาเป็นข้อ ๆ

*บทความนี้เขียนขึ้นจากมุมมองของบล็อคเกอร์เอง บล็อคเกอร์ยินดีสำหรับการแสดงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์*

1. ดีของเรา กับดีของเขาไม่เท่ากัน

เป็นตอนที่เม็มเบอร์ “แทฮยอง” พูดออกมาว่า “รู้สึกผิดหวัง หลังจากที่ได้ยินพี่ใหญ่ของวงอย่าง จิน เอ่ยออกมาว่า “ทำดีที่สุดแล้ว”” … คำว่าทำดีที่สุดแล้วของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน เมื่อมองจากจุดของแทฮยอง อาจจะเห็นว่าจินยังคงไปได้อีก ยังคงก้าวเท้าให้เร็วกว่านั้นได้อีก แต่เมื่อมองในมุมมองของจิน กลับพบว่า ก้าวเท้าเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้ว ถ้าก้าวเร็วกว่านี้ จังหวะจะเสียไป

ย้อนกลับมาในชีวิตจริง หลายครั้งที่เราอาจจะตัดสินความสามารถคนอื่น หรือตัดสินคนอื่นโดยผ่านมุมมองของเรา เราอาจจะบอกว่า คนนี้ยังไปได้อีกนะ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ยังคงอยู่ที่เดิม และเราก็ไปบ่นเขาว่าทำไมถึงไม่พัฒนา ซึ่งนี่มันอยู่บนมุมมองของเรา เราไม่ได้หันกลับไปมองมุมมองของคนอื่นเลยว่า เขาคิดกับตัวเองอย่างไร จุดที่เรามองเห็นว่า “ยังไปได้อีก” อาจจะเป็นจุดที่เจ้าตัวมองว่า “นี่มันคือลิมิตแล้ว”

เราอาจจะมองเหยียดเพื่อนในที่ทำงานว่า “แค่นี้ยังทำไม่ได้” แต่เราลืมไปว่า “แค่นี้” ของแต่ละคนไม่เท่ากัน เราเข้าใจว่าเราทำเพื่อให้องค์กรพัฒนา ทำให้องค์กรมีการแสดงออกมาได้ดีที่สุด เพราะงั้นมันต้องไปได้มากกว่านี้ แต่ไคโนะอยากจะชี้ให้เห็นว่า ก่อนที่จะตัดสินคนอื่น กรุณามองในมุมมองของเขาก่อน เผื่อว่าอาจจะพบว่ามีบางสิ่งที่ทำให้นี่คือลิมิตของเขา หรือมีบางสิ่งที่ทำให้เขา “ต้องไปได้แค่นี้”

2. การกระทำ สำคัญกว่าคำพูด

อย่างที่น้องเล็กของวง “จอน จองกุก” ได้พูดไว้ว่า “พี่ ๆ สอนผมไม่ให้ผมเป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้ พวกพี่เขากลับเห็นแก่ตัวซะงั้น” สะท้อนอะไรให้เราได้รู้สึกฉุดคิดบ้าง? และแน่นอน ก็ต้องเป็นเรื่องของการกระทำสำคัญกว่าคำพูด เราสามารถพูดสอนอะไรใครก็ได้ ไคโนะสามารถพูดสอนให้ทุกคนเป็นคนดี อย่าโกงกินบ้านเมือง แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเป็นไคโนะเองที่ยักยอกทรัพย์… สิ่งที่เราพูดจะมีประโยชน์อะไร ผู้คนจะยังเชื่อในสิ่งที่เราพูดอีกไหม ในเมื่อการกระทำของเรามันสวนทาง

เรื่องนี้เมื่อมองเข้ามายัง “บ้าน” ของตัวเอง พบว่าเป็นกระจกที่สะท้อนได้ดีที่สุด เราต่างสอนกันมาตั้งแต่เด็กแต่เล็กว่า “จงเป็นคนดี อย่าคดโกง” แต่คนที่สอนเรา กลับ “คดโกง และไม่เป็นคนดี” เองซะงั้น เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก แต่เล็กว่าของมึนเมามันไม่ดี อย่าไปกินมัน แต่ทำไมเรายังเห็น “คนที่สอนเรา” กินมันจนหัวราน้ำ? เราถูกสอนมาแต่เด็กแต่เล็กว่าให้รักกัน อย่าทะเลาะกัน แต่ก็มี “หลายเหตุการณ์” ที่ทำให้เราเห็นว่า คำพูดพวกนั้นมันไม่จริง….

มันมีเงื่อนไขอะไรที่ทำให้ “คนที่สอนเรา” ต้องทำในสิ่งที่สวนทางกับคำสอนหรือเปล่า? หรือถ้าพยายามหาอย่างไรก็หาไม่เจอ ผลมันก็คงจะเป็นเช่นนี้ คือ

"คนที่ถูกสอน" ตั้งคำถามกับ "คำสอน" ของ "คนที่สอน"

แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนเลยก็คือ “กาลเวลาเปลี่ยน คนย่อมเปลี่ยน” ถึงตอนนั้น เราจะหันกลับไปมองคำที่เราสอน และรู้สึกผิดต่อมันหรือเปล่า??? หรือต่อให้รู้สึกผิด ก็ยังดีกว่าไม่ได้สอนอะไรเลย? เพราะ ณ จุดเวลาที่เราสอน คือเรารู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ และเราก็ทำตามคำที่เราสอนได้จริง ๆ …. งั้นก็หมายความว่า หลังจากที่เรากระทำสวนทางกับคำสอนของเราแล้ว เราไม่ควรที่จะไปว่ากล่าวสอนใครใช่หรือไม่ ถ้าตราบใดที่เรายังมีพฤติกรรมสวนทางเช่นนั้นอยู่…

น่าคิดดีนะคะ…

3. ลองทำดูก่อนไหม?

เป็นฉากที่แทฮยองและจินทะเลาะกันจน “เจโฮป” 1 ใน 3 แรปเปอร์ของวงต้องเข้ามาช่วย โดยเขากล่าวว่า “งั้นวันนี้ลองดูไหมล่ะ? คือถ้ามันไม่เวิร์คล่ะก็….” สั้น ๆ กันไปเลยว่า ต่อให้เราจะบอกว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ทำได้” อย่างไร ถ้ามีแค่คำพูด มันก็ยากที่จะเชื่อ เราต้องมีผลงาน เราต้องมีเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า “ทำได้” หรือ “ทำไม่ได้”

เรื่องนี้ไคโนะถูกสอนมาจากที่ทำงานว่า หากไม่ลองเราจะไม่รู้อะไร เราอาจจะบอกว่าเราทำไม่ได้ แต่พอได้ลองทำจริง ๆ ก็ทำได้ หรือเราอาจจะมั่นใจว่าเราทำได้ แต่เมื่อผลออกมา กลับสวนทางกัน…

เช่นนั้นแล้ว คิดว่า “ลองก่อน” เป็นสิ่งที่ดีที่สุด
แต่ว่า บางสิ่งบางอย่าง ถ้าผลมันแน่นอนอยู่แล้ว ก็ไม่ควรจะไปลอง เช่น “เขาว่ากันว่าเสพยาเสพติดแล้วจะรู้สึกหัวสมองปลอดโปร่ง” เรารู้กันอยู่แล้วว่า “ยาเสพติด” เป็นสิ่งที่ไม่ดี เราก็ไม่ควรที่จะเอาคำว่า “ลองก่อน” มาเป็นข้ออ้างในการไปเสพยาเสพติดเช่นนั้น

4. แม่ผมท้องผมมา ผมยังทะเลาะกับแม่เลย

คิดว่าเป็นฉากที่หลาย ๆ คนที่ดูยกให้เป็นฉากที่พีคที่สุดใน EP นี้สำหรับความคิดเห็นของ “ชูก้า” กับเรื่องการทะเลาะกันระหว่างแทฮยองและจิน เพราะเขาได้บอกไว้ว่า “การทะเลาะกันไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องไม่ดี ถึงแม่จะคลอดผมมา แต่ว่า…ตอนเด็ก ๆ ผมยังทะเลาะกับแม่ตลอดเลย”

จากคำพูดของชูก้า ทำให้เราคิดอะไรได้บ้าง?
สำหรับไคโนะแล้ว ชูก้าชี้ให้เป็นว่า การทะเลาะกันของผู้คนนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะแม้แต่แม่ที่ให้กำเนิดเรามา สนิทกับเรามากที่สุดจนถึงขั้นสายเลือด เรายังทะเลาะกันเลย แล้วนับประสาอะไรกับเพื่อนร่วมงาน? เราทะเลาะกันแน่นอน ไม่ต้องห่วง (เพราะแม้แต่สายเลือด เรายังทะเลาะกัน) แต่ประเด็นจะไปตกอยู่ที่ว่า “เราทะเลาะกันแน่นอน” แต่เราจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร? ความมีวุฒิภาวะจะมาตัดสินกันตรงนี้แหละค่ะ

จุดที่ชูก้าบอกว่า “การทะเลาะกันไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องไม่ดี” ไคโนะมองว่า ชูก้าต้องการจะบอกว่า เพราะการทะเลาะกัน ทำให้เรารู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่าง และเราคิดอย่างไร จุดที่มันขัดกันมันอยู่ตรงไหน นั่นจะทำให้เราเห็นปัญหาได้ชัดมากยิ่งขึ้น ยิ่งมีบุคคลที่ 3 ที่เราไว้ใจได้และเป็นกลางมานั่งฟัง และเราทั้ง 2 ฝ่ายพูดความจริงทั้งหมดออกมา จุดของปัญหาจะชัดเจนมาก และการแก้ไขปัญหาจะยิ่งง่ายขึ้นไปอีก ในแง่ของ BTS ในแง่ของความเป็นวง เป็นไอดอล เป็นศิลปิน มันอาจจะดีกว่าการที่เราไม่ทะเลาะกันเลยแล้วเก็บไว้ในใจ รอวันแตกหัก แล้วก็แยกย้าย…

ชูก้าเป็น 1 สมาชิกของวงที่แต่ละคำพูดของเขาทำให้ไคโนะต้องกลับมาคิดเสมอว่าจริง ๆ แล้ว 
เขากำลังมองเรื่องราวในมุมไหนกันแน่ และคำพูดของเขามันแฝงอะไรกันแน่... 

ชูก้าเป็นสมาชิกที่ทำให้รู้สึกว่า เราไม่มีทางที่จะอ่านเขาขาด ต่อให้เรามั่นใจว่าเราอ่านขาดแน่ ๆ  
แต่จริง ๆ แล้ว เราอาจจะอ่าน "ขาด" .....แค่มิลลิเมตรเดียว

5. แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว & ความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

มันเป็นฉากที่หมดเวลาคุยกันและต้องลุกไปเตรียมตัวที่จะขึ้นคอนเสิร์ตแล้ว แต่เรื่องทะเลาะกันยังเคลียร์กันไม่จบ “RM” ในฐานะที่เป็นหัวหน้าวงก็เลยตัดจบมันตรงนั้นว่า “เราเคลียเรื่องนี้ตอนนี้กันไม่ได้ ไว้คุยกันทีหลัง” และพูดเตือนสติสมาชิกคนอื่นว่า “แฟนคลับต่อแถวมาเป็นวันเพื่อรอคอนเสิร์ต อย่ามาทำตัวเป็นมือสมัครเล่น”

เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง?
อันดับแรกเลย ความเป็นผู้นำ… ถ้ามองจากเนื้อเรื่องแล้ว คาดว่าคงจะคุยกันยาว แต่เวลาเรามีอยู่แค่นี้ เราจะต้องเล่นคอนเสิร์ต เพราะมีแฟนคลับมารอเรา … RM ก็เลยเข้าไปตัดจบ เพราะถ้าไม่ตัด งานก็ไม่เดิน การตัดจบของ RM เราอาจจะเห็นว่าเขาใช้ “ไม้แข็ง” แต่ในมุมมองของตัวเขาเองแล้ว อาจจะพิจารณาว่า สถานการณ์เช่นนี้ ก็ควรจะทำอย่างนี้ อาจจะเรียกได้ว่า เขาอ่านสถานการณ์ขาด

ความเป็นผู้ตาม – ต่อให้เรามีผู้นำที่ดีแค่ไหน แต่ถ้าหากผู้ตามไม่ดี ผู้นำเองก็จะลำบาก และพลอยท้อใจไปเสียเปล่า แต่ยังดีที่ทุกคนมี “ความเป็นผู้ตามที่ดี” และ “แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว” ได้ ทำให้สามารถวางมือจากเรื่องทะเลาะ และให้ความสำคัญกับเรื่องที่สำคัญกว่า อย่างการโชว์คอนเสิร์ตได้

เข้ามาถึงเรื่องงานในชีวิตประจำวันเต็ม ๆ ในที่ทำงานของเรา แน่นอนว่าเราต้องมีเพื่อนร่วมงานที่เรา “อี๋” เป็นแน่นอน ถ้าไม่ได้ทำงานกับ “เขา” ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าต้องมาทำงานร่วมกันล่ะ? คราวนี้แหละ จะเป็นจุดวัดกันว่า เราจะมีความสามารถในเรื่องของการแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้หรือไม่ ไคโนะเคยแสดงความคิดเห็นนี้ไว้ใน Facebook ส่วนตัวดังนี้…

บางครั้งก็ไม่อยากจะให้คิดว่ามันคือการตอแหลหันหน้าเข้าหากัน แต่อยากจะให้คิดว่า เรา “ตอแหลหันหน้าเข้าหากัน” ก็ “เพื่องาน” หลังจากนั้น เราจะไปเคลียกันอีกที…

6. การยอม ไม่ได้หมายถึงแพ้เสมอไป

ต่อจากฉากที่ RM เรียกสติให้ทั้ง 2 คน แทฮยองและจินวางเรื่องทะเลาะกันไว้ก่อน หากดูต่อจะเห็นว่าแทฮยองเงียบไป เหมือนกำลังทะเลาะกับตัวเอง งานก็ต้องทำกับพี่ก็ต้องเคลีย… “จิน” ก็เลยตัดสินใจเข้าไปขอโทษก่อน เราอาจจะมองว่าการที่เราเป็นฝ่ายกล่าวขอโทษก่อน นั่นหมายถึงเรา “แพ้” แต่บางครั้ง อาจจะไม่ได้หมายถึงเรื่อง “การแพ้ชนะ” แต่มันหมายถึง “การยอม เพื่อให้งานเดินหน้าต่อไปได้” แน่นอนว่าเราอาจจะรู้สึกขัดใจว่าทำไมเราต้องยอม แต่ถ้ามองสิ่งที่ใหญ่กว่าและล่มไม่ได้อย่าง “คอนเสิร์ต” ที่แฟนคลับทุกคนเข้ามาในสถานที่กันหมดแล้ว และจะเริ่มในอีก 10 นาที ก็อาจจำเป็นต้องทำ…

ตัดเข้ามาในชีวิตจริง ไคโนะเคยรับงานข้างนอกมาก็หลายงาน เราเจอการปะทะคารมกันมากมายถึงขั้นจะลงไม้ลงมือกัน หลายครั้งที่ไคโนะเห็นคนออกตัวขอโทษก่อน จากจุดที่เรามอง เราอาจจะเห็นว่าเขาไม่ผิด เขาขอโทษทำไม แต่เราอาจจะมองแค่จุดที่ 2 ในขณะที่คนขอโทษมองข้ามไปจุดที่ 5 แล้ว… สุดท้าย งานก็จบ และไปเคลียกันทีหลัง

จะเห็นได้ว่า ถ้าในโลกของการทำงาน เราคิดได้เช่นนี้ย่อมเป็นผลดีกับงานมาก เมื่องานจบ เราเคลียกันอีกครั้ง ก็น่าจะยังไม่สายไป แต่ถึงกระนั้น เราควรที่จะตัดความรู้สึกออกไปเลย ไม่ใช่ว่าขอโทษก่อน แต่เมื่อตอนทำงานกลับแกล้งชิบหายวายป่วง เรียกว่าตัดไม่ขาด ถ้าเช่นนั้นแล้วคำขอโทษก่อนหน้ามันจะมีประโยชน์อะไรกัน?

7. เราจะไม่เงียบ เราจะเคลียกันให้จบ เราจะไม่ปล่อยให้เนิ่นนาน

มาถึงเรื่องคำพูดของ “ปาร์ค จีมิน” ที่บอกว่าทั้งวงหากมีเรื่องทะเลาะกัน จะนั่งล้อมวง คุยกันให้จบ พยายามหาจุดจบให้ได้ และไม่ปล่อยไว้นาน

ถ้าจะให้มอง น่าจะหมายถึง หากเรื่องนี้ยังเคลียกันไม่ได้ และวางทิ้งไว้ งานหน้าก็จะมีเรื่องใหม่มาให้ทะเลาะกันอีกครั้ง และถ้าหากยังไม่แก้ไข เรื่องใหม่ มันก็จะไปทับถมกับเรื่องเก่า และมันก็จะมีเรื่องใหม่ เรื่องใหม่ และเรื่องใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ ทับถมกันในใจจนกลายเป็นภูเขา หรือกลายเป็นก้อนหินที่วางอยู่บนตะแกรงร่องแร่งที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ สักวันก้อนหินจะรวมกันหนักขึ้นจนตะแกรงร่องแร่งนั้นรับไม่ไหวอีกต่อไป และมันจะขาด ขาดจนต่อไม่ติด ร้ายแรงถึงขั้นที่อาจจะต้อง “ทิ้งไป”

มองในแง่ของการทำงาน มันก็จะย้อนไปที่ข้อที่ 6 เรามีเรื่องทุกข์ใจ ทะเลาะหรือมองว่าพฤติกรรมร่วมของเพื่อนร่วมงานไม่เหมาะสมจนกระทบกับเรา แล้วเราไม่พูดอะไรเลย เราทับถมไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ เรื่องมันก็จะหนักขึ้น จนสุดท้าย เราอาจจะรู้สึกว่า เราทำงานกับคนแบบนี้ หรือองค์กรนี้ต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ ลาออกแมร่งเลย… ทั้ง ๆ ที่หากเรารีบคุย รีบเคลียกัน เราอาจจะไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานก็ได้ และมันจะเชื่อมไปถึงข้อ 3 ที่บอกว่า “ลองดูก่อน” … ใช่… ลองเคลียก่อน ถ้ามันไม่เวิร์ค ก็ค่อยคิดไปอีกขั้น

ยิ่งเป็น BTS ที่จะต้องกอดคอทัวร์คอนรอบโลกไปด้วยกันอีกหลายร้อยวัน หากไม่รีบเคลีย คอนในต่างประเทศที่เหลือก็ดูท่าว่าจะลำบากขึ้นก็เป็นได้….

8. ด้านมืด

“RM” ได้กล่าวไว้ว่า “ฉันเองก็มีด้านมือและนายเองก็มี และมันก็มีบ้างที่ด้านมืดมันจะโผล่ออกมาระหว่างการแสดงเพราะความเครียด พวกนาย 2 คนต่างก็ได้รับแรงกดดันจากทั้งวง จากทั้งคอนเสิร์ต”

เราทุกคนมีด้านมืด และ RM ก็พูดถูกค่ะ ปัญหามันจะไปตกอยู่ที่ว่า ในเมื่อรู้ว่าตัวเองมีด้านมืด เราจะจัดการกับด้านมืดของตัวเองอย่างไร? ไคโนะค่อนข้างมั่นใจว่าทุกคนรู้ว่าด้านมืดของตัวเองคืออะไร และรู้ด้วยว่าปัจจัยที่จะไปกระตุ้นให้ด้านมืดแสดงตัวออกมานั้นคืออะไร มันจะไปสู่ขั้นตอนที่ว่า เราจะสะกัดกั้นไม่ให้ด้านมืดแสดงตัวออกมาได้อย่างไร?

เช่น เราอาจจะมีด้านมืดกับการใช้เงิน ตัวกระตุ้นของเราก็คือตัวเลขในบัญชีที่มันเยอะ ๆ เห็นเป็นไม่ได้ ต้องใช้ มันก็จะเป็นคำถามขึ้นมาว่า “แล้วเราจะควบคุมมันอย่างไร?”

หรือเรื่องการไปดูคอนเสิร์ต ด้านมืดคือจะซื้อ Goods ทุกอย่างให้ได้ ตัวกระตุ้นก็คือ Goods ที่ประกาศออกมา ปัญหาคือว่า “เงินเราพอเพียงไหม? จ่ายไปแล้วเราจะลำบากในตอนหลังไหม?” วิธีแก้ไขหรือสกัดกั้นด้านมืดกับ Goods คอนเสิร์ตคืออะไร? สติอยู่ที่ไหน?

หรือถ้าอยากจะให้ยกตัวอย่างแบบจิกกัดแสบ ๆ คัน ๆ เลยก็คือเรื่องของ “การขายบัตรเกินราคา”
ด้านมืด “ขายบัตรเกินราคาเพื่อเกร็งกำไร”
ตัวกระตุ้น “ความต้องการบัตรที่มีมากกว่าบัตรที่เปิดขาย”
กระตุ้นให้ “ขายบัตรเกินราคา เกร็งกำไร 200%”
ผล โชคดีหน่อย → “เกร็งกำไรได้ 200% ตามที่หวังไว้” …. โชคร้ายหน่อย → “ถูกบริษัทที่เป็นออแกไนซ์จัดคอนเสิร์ตล่าหัว” (นี่ไม่ได้เอ่ยชื่อเลยนะว่าใครหรือแอคไหน)

เพราะถ้าหากเราควบคุมมันไม่ได้ แน่นอนว่าความชิบหายจะตามมาค่ะ (ดังที่ยกตัวอย่างไป) เคยมีนักธุรกิจสอนไคโนะมาว่า “เราควรที่จะสื่อสารอย่างถูกต้องกับสิ่งที่จะกระตุ้นด้านมืดของเราให้ได้ ก่อนที่เราจะถูกมันควบคุม”

ขึ้นชื่อว่า “ด้านมืด” ไม่มีอะไรดีหรอกค่ะ ทางเลือกสำหรับเรามีอยู่แค่ว่า

"จะควบคุมมัน" หรือ "จะถูกมันควบคุม"

ไคโนะแอบคิดว่าข้อ 8 นี้แอบเชื่อมโยงกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่พูดถึงเรื่อง “จิตใต้สำนึก (conscious mind), จิตกึ่งรู้สำนึก (preconscious mind) และ จิตไร้สำนึก (unconscious mind)” ซึ่งตัวที่อันตรายที่สุดก็คือ “จิตไร้สำนึก” เราจะไม่รู้เลยว่าเราเป็นใคร, เรากำลังทำอะไร จนกว่า “จิตใต้สำนึก” จะเรียกพื้นที่กลับคืนมาได้ ซึ่งตอนนั้นอะไร ๆ ก็อาจจะสายไปเสียแล้ว

*ลองค้นหาทฤษฎีจิตวิเคราะห์มาอ่านได้นะคะ เรื่องนี้สนุกเหมือนกัน*

———————————————

จากเรื่องราวทั้งหมดที่เขียนวิเคราะห์ และตั้งคำถามขึ้นมา (ซึ่งจริง ๆ มีเยอะกว่านี้มากที่ได้เรียนรู้) สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้คำนึงเลยก็คือ BTS เป็นวง, เป็นไอดอล, เป็นศิลปิน โอกาสที่จะแตกหักใหญ่หลวงนั่นหมายถึงไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อีกต่อไป และแน่นอน มันคือการแยกตัวออกมา เขาทั้ง 7 คนโอกาสที่จะแตกหักมันยากกว่าเรา ๆ และเพื่อนที่ทำงานมาก เพราะผลกระทบจากการแตกหักของพวกเขามันวงกว้างมากกว่า

ถ้าที่ทำงานเราเจอคนที่เราไม่ชอบขี้หน้า และแตกหัก เราสามารถที่จะยื่นใบลาออกได้ทันที เพราะฉันไม่สามารถทำงานกับคนคนนี้ หรือองค์กรนี้ได้อีกต่อไป ซึ่งเงื่อนไขของเรานั้นแตกต่างจาก BTS มาก เรื่องบางเรื่องของ BTS อาจจะนำมาใช้กับชีวิตของเราไม่ได้ แต่มันก็ไม่ได้เสียหายหรอก หากเราจะศึกษาเรื่องราวของพวกเขา และนำมาปรับใช้ ดูว่าเขาแก้ปัญหากันอย่างไร จบอย่างไร และเราสามารถปรับอะไรได้บ้าง บางที มันอาจจะช่วยให้ดีขึ้นไม่มากก็น้อย แต่มันก็น่าจะดีขึ้นกว่าปัจจุบัน…

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงจุดนี้
เราจะยังคงติดตาม BURN THE STAGE ต่อไป…
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

หากใครอยากจะดูเรื่องราวที่ไคโนะเขียนขึ้นมานี้ สามารถดูได้ตามนี้ค่ะ

ขอให้มีความสุขกับเรื่องราวของศิลปินที่ท่านรัก

จาก Blogger

ตั้งแต่ติดตามดู BURN THE STAGE มา ตอนนี้ก็ทั้งหมด 4 ตอนแล้ว ไม่เคยชักชวนให้คนนอกเข้ามาดูเลยสักนิด จนคืนวันที่ตอนที่ 4 ถูกนำฉายขึ้นที่ Youtube RED และเราได้ดู เราตัดสินใจในคืนนั้นเลยว่า เราจะไม่นอนแล้ว จนกว่าจะทำซับไทยตอนนี้เสร็จ

อะไรตัดสินใจให้เราคิดเช่นนั้น?
เนื้อหา… เนื้อหาในตอนที่ 4 นี้สะท้อนเรื่องการทำงานได้ดีมาก แน่นอนว่ามีเรื่องของการกระทบกระทั่ง แต่ความน่าสนใจอยู่ที่การพูดคุยกัน การเคลียปัญหา ภาวะการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมเรากำลังขาดอยู่มากในตอนนี้

หลายคนอาจจะมองว่า คุณมันก็แค่แฟนคลับที่อวยศิลปิน… แต่ช้าก่อน เราจะตัดเรื่องคำว่า “แฟนคลับ” และ “ศิลปิน” กันออกไป เพราะแม้แต่ตัวเราเอง ยังไม่รู้เลยว่าเราคือแฟนคลับหรือแค่คนที่คอยดู เช่นนั้นแล้ว คุณอย่าเพิ่งมาด่วนสรุปเรา

เราหันมามองกันที่เนื้อหาบนพื้นฐานของเหตุผลน่าจะดีกว่า ซึ่งเราบอกตามตรงว่าตอนที่ 4 นี้เนื้อหาดีจริง ๆ ให้ข้อคิด วิธีการคิด มุมมองต่าง ๆ ได้ดีจริง ๆ ลองเปิดใจดู… ดูก่อน… แล้วค่อยว่ากันทีหลัง ระหว่างที่ดู ถ้ารู้สึกว่าเสียเวลา หรือคิดว่าเป็นการจัดฉาก เป็นการแสดง ก็ปิดไปเสีย ก็แค่นั้น

อนึ่ง ตอนนี้มีการเรียกร้องให้ทางต้นสังกัดแก้ไขซับเภาษาญี่ปุ่นเนื่องว่ามีการแปลผิดพลาด จนทำให้หลายคนมองสมาชิกแทฮยองในแง่ไม่ดี มองว่าไม่มีมารยาทขึ้นเสียงกับคนเป็นพี่อย่างจิน… ณ จุดนี้เราในฐานะที่เข้าใจ 3 ภาษา ในด้านของภาษาญี่ปุ่น ยอมรับว่าผู้แปลเลือกใช้คำไม่เหมาะสมจริง คาดว่าน่าจะแปลมาจากภาษาอังกฤษ เพราะในภาษาอังกฤษมีแค่ “You” กับ “I” จะรุ่นพี่รุ่นน้องก็ “You” กับ “I” ทั้ง ๆ ที่ต้นฉบับภาษาเกาหลี แทฮยองใช้คำว่า “พี่” …

สำหรับการแปลภาษาไทยนั้น ได้ถอดความมาจากภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ พยายามเทียบและเลือกใช้คำให้เหมาะสมกับสถานะและตัวบุคคลให้มากที่สุด หากผิดพลาดประการใด ทางผู้แปลก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้

สุดท้ายนี้ ทางเราก็ยังคงยืนยันว่า เราได้เรียนรู้อะไรมากมายในเรื่องของการทำงานจาก BTS : BURN THE STAGE ep 4 นี้จริง ๆ

ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

 

Advertisements