[แปลไทย] นิยาย 花様年華 (THE NOTES) – ทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น โฮซอก 12 AUG 2022

Do not copy, Re-Upload Please give my PAGE full credit
——————————————–
โฮซอก
12 AUG 2022

หลังจากที่ผมลงมาจากรถไฟ ใครสักคนชนไหล่ผมและเดินผ่านไป ในจังหวะนั้นตั๋วที่ผมถืออยู่ก็ร่วงจากมือ เจ้าตั๋วนั่นลอยตกลงที่ชานชาลาและเข้าไประหว่างรางรถไฟ ผมหันมองซ้ายมองขวา ในตอนที่ผมจากไปมันก็เป็นช่วงที่ร้อนที่สุด แต่แม้ในตอนนี้ ตอนที่ผมกลับมา มันก็ยังคงเป็นอากาศร้อนเหมือนเดิม รถไฟออกตัวก่อให้เกิดลมก่อนที่จะออกตัวมุ่งไปยังสถานีปลายทางถัดไป

เมื่อช่วงสิ้นเดือนที่ผ่านมา ผมขึ้นรถไฟที่ชานชาลานี้และออกจากเมืองช็องจู ผมหันหน้าออกไปยังด้านนอกหน้าต่างและมองดูตัวเมืองที่เคลื่อนห่างไกลออกไป เท่าที่ผมจำความได้ ผมก็เติบโตและใช้ชีวิตในเมืองช็องจู ผมไม่เคยมีความคิดที่จะออกจากเมืองช็องจู หรือความคิดอยากจะออกจากเมืองช็องจู ในทุก ๆ วันผมจะออกจากร้านและไปห้องซ้อมเต้นในเวลาเดิม ๆ ตั้งสมาธิแล้วก็เต้น จากนั้นก็กลับบ้าน แล้วก็นอนตายทั้งอย่างนั้น ถึงเมืองจะเล็ก แต่ว่าเมืองช็องจูก็เป็นเมืองที่ผมควรจะกลับไป มันเป็นที่ที่ผมมีที่อยู่อาศัย

แต่รอยร้าวมันเริ่มก่อตัวกับทุกสิ่งทุกอย่างก็หลังจากที่ผมประสบอุบัติเหตุที่ข้อเท้า ผมใส่เฝือกครึ่งท่อน แต่กระนั้นก็ยังคงไปที่ร้านและไปยังห้องซ้อมเต้น แต่สุดท้าย อาการข้อเท้าของผมก็แย่ลงเรื่อย ๆ และต้องเปลี่ยนมาใส่เฝือกแบบเต็มและได้ลาป่วย เป็นครั้งแรกที่ผมมีเวลาว่าง 3 สัปดาห์เต็ม ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลยไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องเต้น… 3 สัปดาห์ที่ผมไม่มีที่ที่จะไป

ครึ่งเช้าของวันหยุดวันแรกผมปล่อยเวลาให้เคลื่อนผ่านไปตามเรื่องตามราวของมัน ฝนที่ตกตั้งแต่ช่วงเย็นเรื่อยมาจนถึงกลางคืนและมาหยุดเอาช่วงเช้า ผมจัดการทำความสะอาด, จัดการเสื้อผ้า, ไปตัดผม และกวาดเอาน้ำฝนที่ค้างเติ่งบนม้านั่งออก แต่ว่าเมื่อเช้าสู่ช่วงบ่ายผมก็ไม่มีอะไรทำ มือถือเองก็เงียบ ทั้งหมดที่มีก็มีเพียงแค่ข้อความจากเพื่อนที่ทำงานพิเศษด้วยกันและข้อความจากรุ่นน้องชมรมเต้นที่ส่งมาถามสารทุกข์สุขดิบ ไม่มีข้อความมากจากพวกพี่ ๆ และพวกน้อง ๆ เลย ถ้าจะให้ผมลองนึกดูแล้วล่ะก็ คนที่ส่งข้อความไปหาก่อนก็จะเป็นผมทุกครั้งไป ผมวางโทรศัพท์ลง ครั้งนี้ผมจะไม่ส่งไปหาพวกเขาก่อน แต่ว่า… แล้วถ้าไม่มีใครส่งข้อความเลยล่ะ? เออ ถ้าอย่างนั้นก็ช่างแม่งมันแล้ว ผมนึกถึงเรื่องที่เจอกับพี่ยุนกิเมื่อเย็นวาน ผมลองคิดให้รอบครอบอีกครั้งเกี่ยวกับสิ่งที่ผมพูดออกไปเมื่อตอนนั้น แล้วผมก็เด้งตัวสุดแรงแหกปากตะโกนขึ้นไปในอากาศ “ยังไงพี่เขาก็จำไม่ได้หรอก!!!!”

ผมแยกกับพี่ยุนกิ รู้สึกว่าทางกลับบ้านมันยาวมาก ผมขึ้นเนินทั้งยังใช้ไม้ค้ำยัน ถึงพระอาทิตย์จะตกแล้วแต่อากาศก็ยังคงร้อนเหมือนเดิม ความชื้นก็สูง พอถึงบ้านตัวผมก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ผมไม่เสียใจกับสิ่งที่ผมได้พูดกับพี่ยุนกิไป มันถึงเวลาแล้วที่พี่จะต้องหยุดทำอะไรตามอำเภอใจและหยุดทำร้ายตัวเอง  แต่ถึงอย่างนั้นภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น คำพูดเหล่านั้นก็วกวนเข้ามาในหัวผมบ่อย ๆ

เมื่อผมขึ้นไปบนดาดฟ้า ผมก้มลงมองเมืองที่ไม่มีผมอยู่ รถไฟวิ่งตัดผ่านใจกลางเมืองก่อนที่จะวิ่งห่างไกลออกไป รถไฟที่ค่อย ๆ เล็กลงเรื่อย ๆ หายลับไปตรงมุมบริเวณตีนเขา ผมยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าอย่างลวก ๆ แล้วมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟ ผมยืนมองชื่อสถานีตรงจุดจำหน่ายตั๋ว แล้วเลือกเมืองใหญ่ที่สุดที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ในเมื่อจะไปแล้วก็อยากจะไปเมืองใหญ่ ๆ และผมก็เดินทางออกจากเมืองช็องจูตามที่ได้เห็น

ผมลงจากรถไฟหลังจากที่ผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง ทันทีที่ผมเดินออกจากสถานีรถไฟ ผมก็เจอกับสี่แยกอันพลุกพล่าน ถึงสูงที่ตั้งเรียง บรรดาผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างมีชีวิตชีวาท่ามกลางแสงแดดช่วงกลางวันซึ่งส่องกระทบลงมาอย่างเต็มเปี่ยม ผมขึ้นรถเมล์คันแรกที่จอดอยู่ตรงป้ายรถเมล์

”ผมควรจะไปลงที่ไหนดีครับ?” คนขับรถมองผมด้วยสีหน้าที่ต้องการจะบอกว่าคำถามแบบนี้มันมีในโลกด้วยเหรอ การที่ผมมานั่งถามปลายทางที่ผมจะไปนี่มัน…ช่างบ้าบอเสียนี่กระไร รถเมล์วิ่งไปประมาณ 20 นาทีเห็นจะได้ ก็มาถึงสถานที่ที่ดูเป็นเมืองเก่า ผมวางกระเป๋าลงในห้องเล็ก ๆ ที่เขียนว่า “Guesthouse” ซึ่งเชื่อมติดกับซูเปอร์มาร์เก็ต เมื่อผมออกไปข้างนอก ผมก็ไม่สามารถแยกแยะออกตกเหนือใต้ได้เลย

วันที่สอง ผมใช้เวลาไปกับการเดินดูรอบ ๆ บริเวณใกล้ ๆ มันไม่มีทั้งตึกสูงที่ตั้งเรียง หรือย่านการค้าอันแสนจะครึกครื้น เมื่อเดินต่อไปอีกนิด ผมก็รู้สึกราวกับเห็นที่พักอย่างง่ายที่อยู่ดาดฟ้าบนเนินที่ผมพักอาศัยอยู่ เมืองที่ผมลงทุนออกจากช็องจูเป็นครั้งแรก จนมาถึงที่นี่ แต่ดันกลายเป็นเมืองที่คล้ายกับช็องจู หรือว่าเป็นเพราะสิ่งนั้น? ผมพยายามไม่นึกถึงบรรดาผู้คนที่ผมทิ้งพวกเขาไว้และพยายามไม่คิดถึงเมืองที่ผมจากมา แต่ผมก็ทำตามที่ผมต้องการพยายามไม่ได้ ผมกดเปิดโทรศัพท์มือถือพลางคิดถึงเรื่องเพื่อน ๆ ถึงร่างกายของผมจะไม่ได้อยู่ที่ช็องจู แต่ใจของผมยังคงอยู่ ณ ที่ตรงนั้น

วันที่สาม ผมลองไปให้ไกลขึ้น แต่ว่าไหล่ของผมก็เหนื่อยล้าจากไม้ค้ำยัน ซึ่งผมออกห่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตยังไม่ถึง 20 นาทีดีนัก เพราะแสงแดดอันร้อนแรงทำให้เผลอแป๊ปเดียวเหงื่อก็ไหลลงมาตามสันหลังและเอว ผมมองเห็นสิ่งปลูกสร้างด้วยอิฐสีแดง 1 หลัง มันเป็นศาลาประชาคม ในขณะที่ผมกำลังซื้อเครื่องดื่มจากเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติอยู่นั้น ประตูห้องประชุมที่อยู่ลึกเข้าไปก็เปิดออก และผู้คนมากมายก็หลั่งไหลกันออกมา มีเสียงดนตรีบรรเลงอยู่ด้านในห้องซึ่งประตูถูกเปิดออก ผมมองเห็นแสงไฟส่องไปยังศีรษะของชายคน 1 ที่กำลังยืดกล้ามเนื้ออยู่มุมหนึ่งของเวที

เท้าของผมก้าวย่างเข้าไปในห้องประชุมอย่างไม่รู้สึกตัว เมื่อประตูปิดลงตามหลังก็เหลือเพียงความมืดอันลึกล้ำและเสียงบรรเลง ผมนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ เสียงบรรเลงดังขึ้นไปบนอากาศราวกับเสียงคลื่นที่สาดซัดเป็นระลอก ชายที่อยู่บนเวทีเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเชื่องช้า คลายขาและข้อเท้า แขนและคอและไหล่ การยืดกล้ามเนื้อยังคงดำเนินต่อไปสักพัก ดูราวกับเป็นชิ้นส่วนหนึ่งจากท่าทางทั้งหมด ไม่นาน เสียงบรรเลงก็เงียบลง ชายที่นั่งอยู่กับพื้นลุกขึ้นยืน และก้าวไปยืนอยู่กลางเวที เกิดความเงียบขึ้นบนเวทีสักพัก

ดนตรีกลับมาบรรเลงอีกครั้ง ในครั้งนี้ดนตรีหลั่งไหลราวกับสายน้ำตก ชายคนนั้นเคลื่อนไหวร่างกายให้เข้ากับเสียงดนตรี เชื่องช้าและรวดเร็วขึ้น แขนและขาเคลื่อนไหวราวกับสามมิติซึ่งเกินกว่าการเคลื่อนไหวแบบเส้นตรงหรือเส้นโค้ง ชั่วพริบตาเดียว เขาก็เชื่อมโยงกับสเต็ปถัดไปได้อย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น ก็เปลี่ยนไปยังท่าทางใหม่ และเชื่อมไปยังการเคลื่อนไหวร่างกายท่าทางใหม่เรื่อย ๆ การเคลื่อนไหวร่างกายของชายผู้นั้นแสดงออกมาราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่มีวันจบสิ้น ความรู้สึกที่ชายผู้นั้นส่งผ่านทางพื้นและอากาศที่เขากรีดกรายนิ้วลงไปนั้นกระตุ้นส่งแรงกระทบเข้าที่หัวใจมิใช่ตา

เสียงดนตรีบรรเลงลดต่ำลง ใช้นำให้สีหน้าของชายผู้นั้นยิ่งลึกล้ำลงไปอีก เขาโยนความโกรธทั้งหมดออกมา, ปรับลมหายใจ, มองไปยังที่ไหนสักที่ซึ่งอยู่ห่างไกล ความเจ็บปวดและความปรารถนา ความยินดีและความหวาดกลัว ชายผู้นั้นสื่ออารมณ์ความรู้สึกของตนเองออกมาอย่างซื่อตรง ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่เคยได้สัมผัสจากที่ไหนมาก่อนไหลวนหมุนเวียนอยู่ในร่างกายของผม

ผมไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าไร แสงไฟถูกเปิดภายในตัวห้องประชุม ผมนั่งโดยหลงลืมแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวตัว ใครสักคนเข้ามาใกล้ผมและบอกว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่องของการซ้อมและอยากจะให้ผมช่วยออกไปด้านนอก เนื่องจากห้ามคนนอกเข้ามา ที่ด้านหน้าของศาลาประชาคมมีโปสเตอร์ Dance Academy ปิดประกาศอยู่ ในโปสเตอร์นั้นไม่มีภาพของชายที่อยู่บนเวทีแต่อย่างใด สำหรับรอบการแสดงนั้นจะแสดงในวันมะรืนนี้

ผมกลับมาที่ Guesthouse และนอนลงบนม้านั่ง ผมหลับตาลง แต่ภาพช่วงเวลาที่อยู่ที่ห้องประชุมก็ยังคงหวนคืนมาให้เห็น ถ้าจะให้เป็นจริง ๆ มันเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นการแสดงของจริง สิ่งที่ได้เห็นนั้นช่างเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับการที่ผมดูผ่านหน้าต่างเล็ก ๆ ที่เรียกว่า YouTube ความรู้สึกแปลกประหลาดนี้คงเกิดขึ้นจากของจริงที่ได้สัมผัสสินะ เพียงแค่นึกถึงเท่านั้น แต่สีหน้าและท่าทางที่หัวใจหวีดร้องเสียงสูงก็วกกลับไปกลับมาทีละฉากภายในหัวของผม

และเป็นตอนนั้นเองที่โทรศัพท์มือถือซึ่งอยู่ในกระเป๋าส่งเสียงร้องขึ้นมา “พี่ครับ พี่อยู่ไหน?” เป็นข้อความจากจีมิน จำนวนที่ยังไม่ได้อ่านลดลงอย่างน้อยก็ 1 หรือ 2 แต่ก็ไม่มีข้อความอื่นส่งเข้ามา ผมควรจะตอบเขาอย่างไรดี? ทุก ๆ ครั้งผมจะหัวเราะน้อย ๆ พร้อมบอกสิ่งที่เป็นอยู่ แต่ในครั้งนี้ผมไม่อยากจะทำเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมไม่ตอบข้อความที่ส่งมาหาผม หน้าจองของการสนทนาเงียบลง

วันต่อมา ผมกลับไปที่ห้องประชุมนั้นอีกในเวลาเดิม ผมซ่อนตัวอยู่ในความมืดและแอบมองการเต้นของชายผู้นั้น ถึงจะเป็นเวทีเดียวกัน แต่เรื่องราวและการแสดงสีหน้าท่าทางไม่เหมือนเดิม เขาคนนั้นคือใครกันนะ? เขาทำอย่างไรถึงสามารถสื่อและส่งต่อความรู้สึกทั้งหมดได้เช่นนี้? การซ้อมจบลง ผมตั้งใจที่จะออกไปยังทางเดิน แต่ในจังหวะนั้นก็ดันไปสบตากับชายที่กำลังยืนคุยกับสตาฟฟ์ซึ่งอยู่ห่างจากเบื้องหน้าเพียงเล็กน้อย ผมโค้งทักทายเขาอย่างไม่รู้ตัว สตาฟฟ์เข้ามาใกล้ผมพร้อมทั้งพูดด้วยน้ำเสียงใจดีว่า “อ่าน คุณน่าจะเป็นคนเมื่อวาน”

วันต่อมาเป็นวันที่มีการแสดง แต่ว่า ชายผู้ซึ่งอยู่บนเวทีคนนั้นกลับไม่อยู่ ไม่มีลำดับการแสดงของเขาอยู่ในลำดับการแสดงของทั้ง 4 บทการแสดง เวลาผ่านไปมากกว่า 1 ชั่วโมง ที่ที่นั่งของผู้ชมมีเพียงแค่เสียงปรบมือครั้งแล้วครั้ง เสียงชื่นชมยินดีครั้งแล้วครั้งเล่า มีเพียงแค่นั้น ทั้ง ๆ ที่หัวใจของผมแผดเผาอยู่นั้นแต่ก็ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ผมจะไม่สามารถอยู่นิ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นบทการแสดงไหนก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกับการแสดงอันแปลกประหลาดที่ชายผู้นั้นแสดงให้ผมดูได้เลย ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่ทำไมชายผู้นั้นถึงไม่ได้ขึ้นแสดงบนเวทีกันนะ? หลังจากการแสดงเสร็จสิ้นลง ผมก็ลองวน ๆ อยู่ใกล้ ๆ สถานที่จัดแสดง ก็เห็นเพียงแค่สตาฟฟ์ที่มาจัดเก็บภายหลังและนักเต้นคนอื่น ๆ วิ่งวุ่นกัน

ที่ผมมาเจอกับทีมการแสดงโดยบังเอิญอีกครั้งก็เป็นตอนที่อยู่ที่สถานีรถไฟ ผมที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นเข้าไปที่ชานชาลาก็เจอกลับกลุ่มคนกำลังรวมตัวกันอยู่เบื้องหน้า อุปกรณ์ติดตั้งและอุปกรณ์การแสดงน้อยใหญ่วางซ้อนอยู่บนรถไฟ ผมไม่รู้ว่ากำลังพลของพวกเขาไม่เพียงพอหรือเปล่าถึงได้ดูวุ่นวายกันมาก และการที่ผมเข้าไปช่วยทีมงานการแสดงนั้นไม่ใช่ว่าผมมีวัตถุประสงค์พิเศษอะไร แต่เพราะดูแล้วเหมือนพวกเขาไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใคร อีกอย่างตัวผมเองก็เคยทำงานเกี่ยวกับจัดเก็บด้วย เฝือกของผมค่อนข้างที่จะเกะกะเอาการแต่มันก็ดูมีประโยชน์มากกว่ากลุ่มที่คนยืนเอ๋อไม่รู้ว่าควรที่จะทำอะไร “อ่าาาา คุณคนตอนนั้นนิ” เมื่อผมหันไปก็เจอกับสตาฟฟ์ที่คุมแถวที่นั่ง

“แม้แต่การกล่าวทักทายขอบคุณผมก็ยังไม่ได้ทำเลย” สตาฟฟ์ผู้นั้นเข้ามาหาผมก็เป็นตอนที่รถไฟออกตัวไปได้สักพักแล้ว เมื่อเขานั่งลงที่นั่งข้างผมอย่างถือวิสาสะเขาก็เริ่มเล่าเกี่ยวกับเรื่องงานว่าด้วยสภาพของงานตอนนี้ที่สถานการณ์แย่ลง ทำให้ต้องเอาสตาฟฟ์ออกไปครึ่ง ไม่รู้ว่าถ้าผมไม่ช่วยเขาแล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไรกันต่อ หลังจากนั้นเขาก็ชี้มาที่เฝือก เขาถามผมว่าผมไม่ได้ฝืนตัวเองใช่ไหม ผมโบกมือไปมาแทนคำตอบ

“จะว่าไป คนที่ผมเห็นตอนซ้อมทำไมเขาถึงไม่ขึ้นแสดงล่ะครับ?” สตาฟฟ์หันมามองด้วยใบหน้าสงสัยที่อยากจะถามว่าตอนนี้ผมกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ แต่สุดท้ายเขาก็ทำหน้าราวกับจะบอกว่าเข้าใจแล้ว พลางพยักหน้า “อ่าาา คนนั้นน่ะเหรอครับ คนนั้นเขาเป็นผู้กำกับศิลป์ครับ” จากนั้นสตาฟฟ์ก็เล่าต่อไปอีกสักพัก ชายผู้นั้นในตอนที่เป็นนักแสดงตัวจริงความสามารถของเขาเขาสุดยอดมากแค่ไหนกัน บาดแผลของเขาน่าสงสารมากน้อยเพียงไร ความยาวนานของช่วงเวลาแห่งความล้มเหลวของเขา “แต่ว่า มีเรื่องชวนตกใจมากกว่านั้น เพราะเรื่องราวของเขาทำให้ทุกคนที่คิดว่าเขาไม่มีทางกลับมาได้อีกนั้นตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะเขากลับมาเป็นครูสอนท่าเต้น และเป็นผู้กำกับศิลป์” แต่ก็อย่างว่า บาดแผลยังไงก็คือบาดแผล เพราะเขาไม่สามารถขึ้นแสดงได้อีก สตาฟฟ์คนนั้นหันหน้าไปอีกทางและทอดถอนหายใจ ด้านนอกมืดลงอย่างรวดเร็ว

การที่ผมเข้าไปช่วยทีมเต้นแล้วทำให้ได้ออกท่องเที่ยวด้วยกันนั้นเป็นเรื่องบังเอิญถึงที่สุด เมื่อถึงสถานีถัดไปผมก็เข้าไปช่วยพวกเขาขนของลงแต่กระเป๋าเดินทางของผมดันติดทีมพวกเขาไปด้วย แต่โชคยังดีที่ผมรู้จักเบอร์โทรศัพท์ของสตาฟฟ์ ผมลงที่สถานีถัดไป กลับไปอีก 1 สถานีและมุ่งหน้าไปยังที่พักของทีมเต้นซึ่งมันก็ดึกดื่นมากแล้ว ผมพักรวมกับทีมเต้นตามคำแนะนำของสตาฟฟ์ และในวันถัดไป ก็ออกไปทานอาหารเช้าด้วยกัน นอกจากนั้นก็ยังเดินทางไปที่ศูนย์วัฒนธรรมของเขตที่เป็นสถานที่จัดการแสดงด้วยกันอีกด้วย

ข้อเสนอจากสตาฟฟ์ที่อยากจะให้ผมไปด้วยกันกับพวกเขาเฉกเช่นตอนนี้นั้นมีการล้อเล่นผสมปนเข้ามาด้วยกึ่งหนึ่ง และแน่นอน คำตอบของผมก็กึ่งเล่นกึ่งจริงตามไปด้วย และการฝึกซ้อมของชายผู้นั้นก็ได้เริ่มขึ้น ผมเฝ้ามองท่าทางของเขาอย่างกึ่งมีสติกึ่งเบลอ ต่อมา ผมก็ถามสตาฟฟ์คนนั้นกลับไป “ผมไปกับพวกคุณได้จริง ๆ ใช่ไหมครับ?”

นับจากวันนั้นพวกเราวิ่งวนอยู่ 3 เมือง ขึ้นรถเมล์หรือไม่ก็รถไฟ จากนั้นก็ลงรถ แกะสิ่งของอยู่ในที่พัก ทานอาหาร ไปสถานที่แสดง แล้วกลับมาที่ที่พัก จากนั้นก็ขึ้นรถเมล์กันอีกรอบ สำหรับชายผู้นั้นแล้วไม่ว่าเขาจะไปยังเมืองไหนเขาก็จะคลายกล้ามเนื้อและซ้อมเต้นอยู่เป็นประจำทุกวัน ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ขึ้นแสดงแท้ ๆ แต่กลับจริงจังไม่เคยขาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ผมสนิทสนมกับสตาฟฟ์และนักเต้นคนอื่นแทบจะทันที การเต้นของพวกเขาและของผมนั้นแตกต่างกันแต่จุดที่เหมือนกันอย่างไม่มีข้อกังขาเลยก็คือว่าพวกเราต่างเคลื่อนไหวร่างกายและแสดงความรู้สึกบางอย่าง พวกเราคุยกันบนรถไฟเรื่องการเต้นในช่วงเวลาว่างของการเตรียมการ แถมผมยังเอาวีดีโอการแข่งขันของนักเต้นที่ชื่นชอบให้พวกเขาดูและเล่าเรื่องเกี่ยวกับนักเต้นที่ชื่นชอบด้วย ครั้งแรกที่ผมได้พูดคุยกับชายผู้นั้นก็เป็นตอนที่ผมให้ทีมเต้นดูวีดีโอการซ้อมเต้นของชมรมของผม

“คุณเป็นนักเต้นเหรอ?” เมื่อหันไปมองก็เห็นชายผู้นั้นยืนอยู่ ผมลุกลี้ลุกลนลุกขึ้นยืน จ้องมองไปที่ชายผู้นั้นเขม้น ผมควรจะตอบอะไรเขากลับไปดี? ทันใดนั้นก็ไม่มีคำพูดใดสามารถหลุดออกมาได้ ผมกำลังลังเลอยู่ว่าผมจะพูดว่าตัวเองก็เป็นนักเต้นเหมือนกันต่อหน้าเขาดีไหม “คุณเองก็เป็นนักเต้นสิเนอะ” ชายผู้นั้นชี้ไปที่ผมที่อยู่ในวีดีโอแล้วพูดขึ้น และนั่นคือที่มาที่เราได้พูดคุยกัน “ทำไมถึงชอบเต้นเหรอครับ?” ผมหยึกหยักพลางตอบเขากลับไปว่า “ก็แค่…เอ่อ…คือ….” แค่นั้นแหละแล้วก็เงียบหายไป ทันใดนั้นชายผู้นั้นก็เอ่ยถามผมว่าผมเริ่มเต้นครั้งแรกเมื่อไร ผมก็เล่าถึงช่วงเวลาที่ผมอายุ 12 ปีในงานแสดงโชว์ความสามารถพิเศษของโรงเรียน

ครั้งแรกที่ผมขึ้นเวทีเลยก็เพราะเพื่อนที่โรงเรียนชักชวน ร่างกายของผมขยับเคลื่อนไหวอย่างอัตโนมัติ เริ่มได้รับคำชื่นชมและเสียงปรบมือมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่คิดอะไรอย่างอื่นทั้งนั้น นอกเสียงจากความมุ่งมั่นที่อยากจะเต้น ภายหลังที่เสียงดนตรีเงียบลง ผมมองไปข้างหน้าพลางเสยผมที่ชุ่มเหงื่อ มันเป็นความรู้สึกที่ระเบิดทุกสิ่งทุกอย่างที่ทับถมอยู่ภายในจิตใจออกมา ผมรู้สึกสดชื่นและอิ่มเอิบ ผมมารู้อีกทีว่าเจ้าสิ่งที่ผมรู้สึกอิ่มเอิบนี้ไม่ได้มาจากเสียงปรบมือของผู้ฟัง หากแต่มันเป็นสิ่งที่ก่อเกิดอยู่ในตัวของผมก็หลังจากนั้นนานพอสมควร

ชายผู้นั้นชี้นิ้วไปที่ผมซึ่งอยู่ในวีดีโอพลางพูดว่าการเคลื่อนไหวของผมนั้นดี “คนที่สามารถเคลื่อนไหวได้แบบนี้ไม่ค่อยมีเท่าไร” ผมจ้องมองตัวผมเองที่อยู่ในวีดีโอนั่น ผมชอบภาพของผมที่กำลังเต้นอยู่ ตัวผมที่กำลังเต้นอยู่นั้นสามารถทะยายขึ้นไปในอากาศได้โดยที่เท้าไม่ต้องแตะพื้น เป็นอิสระจากทุกสายตาบนโลกใบนี้ และเป็นอิสระจากบรรทัดฐานทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับการเคลื่อนไหวร่างกายให้เข้ากับเสียงบรรเลงและสื่อสารความรู้สึกผ่านทางร่างกายอีกแล้ว ตัวผมที่ไม่ได้อยู่เวทีนั้นถูกผูกรัดจากหลายสิ่งหลายอย่าง เมื่อเท้าของผมทิ้งห่างจากพื้น ผมไม่สามารถอดทนต่อไปได้อีกสักวินาที ต่อให้ผมจะไม่ชอบผมก็ต้องหัวเราะ หรือต่อให้ผมจะเจ็บปวดผมก็ยังต้องหัวเราะ เรื่องมันเลยผ่านมาแล้วแต่ตอนนั้นผมกินยาที่ไม่มีความจำเป็นอะไรเลย และล้มลงโดยไม่เลือกที่… ช่วงเวลาที่ผมได้เป็นตัวของตัวเองจริง ๆ , ช่วงเวลาที่ผมมีความมั่นใจว่าสามารถมีความสุขได้แน่ ๆ , ช่วงเวลาที่ผมขว้างสิ่งหนักหน่วงทุกอย่างทิ้งแล้วเต้นทะยานสูงขึ้นไป, ช่วงเวลาที่ผมสามารถบินสูงขึ้นไปจนถึงระดับความสูงที่ถ้าเป็นผมที่ไม่ได้อยู่บนเวทีแล้วนั้นไม่มีทางไปถึงได้… การเต้นทำให้ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นจริงแก่ผม

“ผมได้ยินมาว่าคุณข้ามผ่านบาดแผลที่ยิ่งใหญ่มาแล้ว” ชายผู้นั้นจ้องผม ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เสียมารยาท แต่ว่า  ถ้าไม่ถามก็ไม่ได้อีกแหละ ชายผู้นั้นมองมาที่เฝือกของผมก่อนที่จะเอ่ยปากพูด

“สักครู่ คุณได้พูดถึงเรื่องความสูง เกี่ยวกับการล่องลอยขึ้นไป… แต่หลังจากนั้นเราจะต้องพูดถึงเรื่องความลึกด้วย คุณควรที่จะตกต่ำจนถึงที่สุดของตัวคุณเอง ยิ่งกว่านั้น ตกลงไปให้จนไม่สามารถมองเห็นก้นบึ้ง ตกลงไปให้จนถึงจุดที่จะเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจเพราะไร้ความหวัง หลังจากนั้นคุณจะต้องวิ่งหนีจากมัน สิ่งสำคัญเลยก็คือการค้นพบสิ่งที่จะเป็นพละกำลังให้กับคุณ สิ่งที่จะทำให้ตัวเราหึกเหิมคืออะไร ถ้าคุณเจอสิ่งนั้นแล้ว กอดมันไว้ให้แน่น อย่าให้มันหลุดลอยไป ซึ่งสิ่งนั้นอาจจะเป็นบุคคล, ความต้องการ, เรื่องแย่ ๆ หรือแม้แต่เรื่องที่ชวนทำให้หัวเสีย คุณจะต้องไม่ยอมแพ้ คุณจะต้องทำให้มันสำเร็จจนถึงที่สุด”

นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมได้พูดคุยกับชายผู้นั้น หลังจากนั้นทัวร์ก็ยังคงดำเนินต่อไป และผมไม่สามารถหาโอกาสที่จะพูดคุยกับเขาได้อีก แต่ว่า ผมก็ยังเฝ้ามองการซ้อมของเขาและคิดถึงคำพูดของเขาอยู่ทุก ๆ วัน… ความลึกงั้นเหรอ… ความล้มเหลวที่มืดมนที่สุดของผม… และสิ่งที่ทำให้ผมหึกเหิมในช่วงเวลานั้น…

“คุณอาศัยอยู่ที่เมืองช็องจูเหรอ? ผู้กำกับเองก็เกิดที่นั่นนะ” สตาฟฟ์เข้ามาใกล้ผมและเอ่ยขึ้นในตอนที่ผมกำลังมองใบปลิวที่วางไว้ในห้องพักของสถานี… งานดอกไม้ไฟที่ฝั่งแม่น้ำยังแจชอน เมืองช็องจู วันที่ 30 สิงหาคม… เท่าที่จำความได้ ผมไปดูงานดอกไม้ไฟทุกปี งานจะถูกจัดหลังสิ้นสุดฤดูร้อนของทุก ๆ ปี ในช่วงที่ผมอาศัยอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้านั้น ทุก ๆ คนจะบีนขึ้นไปบนดาดฟ้าด้วยกัน แล้วเพลิดเพลินไปกับดอกไม้ไฟที่ถูกยิงขึ้นไปยังฟากฟ้าไกลและตกลงมา ภายหลังที่ออกมาจากสถานรับเลี้ยงเล็กกำพร้า ผมก็มองดูงานดอกไม้ไฟจากห้องของผมที่อยู่ชั้นบนสุดของเมืองที่สูงที่สุดของช็องจู ถึงจะห่างไกลเสียหน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรมาบดบังทัศนวิสัย ทำให้สามารถมองเห็นดอกไม้ไฟที่ถูกยิงขึ้นไปและตกลงที่แม่น้ำได้

“คืนนี้คุณจะไม่เปลี่ยนใจเลยเหรอ?”  ผมมองไปที่สตาฟฟ์ หลายวันก่อนหน้านี้ ตอนที่กำลังทานอาหารเย็นด้วยกัน ผมถูกเขาชักชวนให้เข้าร่วมทีมในฐานะสตาฟฟ์ทีมการแสดงอย่างเป็นทางการ “ถ้าเป็นคุณโฮซอกแล้วล่ะก็ ผมเชื่อว่าเราจะร่วมงานกันได้ครับ” บรรดาบุคคลที่นั่งอยู่ด้วยกันต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย แถมยังมีคนที่นั่งห่างออกไปปรบมือ ในตอนนั้นผมอยากจะทำนะ เผลอแป๊ป ๆ ผมก็สนิทกับทุกคนแล้ว ถึงการออกทัวร์มันจะลำบาก แต่นอกเหนือจากเสียงร้องครวญต้องค่ำคืนในยามนอนแล้วผมก็ไม่มีอะไรที่ไม่ชอบนะ ถ้ายังคงพูดคุยเรื่องเต้นและทำการแสดงตลอดไปอยู่อย่างนี้ แล้วเดี๋ยวข้อเท้าของผมก็ใกล้จะหายดีแล้วด้วย ระหว่างนั้นผมก็เข้าออดิชั่นแล้วเป็นสมาชิกของทีม วันที่ผมจะได้ขึ้นเวทีอาจจะมาถึงก็ได้ ไม่แน่นะ อาจจะได้รับการสอนท่าเต้น, เรื่องเกี่ยวกับความลึกจากชายผู้นั้น ก็จะได้เรียนรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก ที่นี่คือที่ของผมไม่ใช่เหรอ ทางสตาฟฟ์ให้ผมคิดและช่วยบอกคำตอบแก่เขาว่าจะเอาอย่างไร ผมเครียดอยู่หลายวัน อยากจะขอบคุณกับข้อเสนอนั่น แต่เมื่อวานตอนเย็นผมก็ได้บอกกับเขาไปว่าผมจะกลับไปในที่ของผม “จะแยกกันที่นี่จริง ๆ เหรอครับ?” ผมคว้ากระเป๋าพลางตอบสตาฟฟ์ “มันถึงเวลาที่ผมจะต้องถอดเฝือกแล้วครับ”

ผมขึ้นรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับทีมเต้น ภายหลังจากนั้น 2 ชั่วโมงผมก็มาถึงเมืองช็องจู หัวใจของผมรู้สึกลิงโลดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนนี้เรื่องที่ตกต่ำจนถึงขีดสุดนั้นยังไม่เกิดขึ้นกับผม และผมคิดว่ามันจะไม่มีวันเกิดขึ้นด้วย แต่ว่า หลังจากที่ฟังเรื่องเล่าของชายผู้นั้น ก็มีช่วงเวลาที่ผมได้คิดย้อนกลับไป… ‘ผมจะไม่ติดต่อไปหาพี่อีก พี่ก็ใช้ชีวิตตามที่พี่ต้องการได้เลย ไม่ต้องกลับมาอีก!’ บางที พี่เขาในวันนั้นอาจจะกำลังตกต่ำจนถึงขีดสุดอยู่ก็ได้ “โฮซอก” ในตอนที่ผมกลับหลังหันและกำลังจะข้ามถนน พี่ยุนกิก็เรียกผมไว้ แต่ผมไม่หันกลับ ผมหันหลัง ทิ้งพี่ยุนกิที่กำลังจะขาดอากาศหายใจไปกับความผิดหวังของตัวเอง และหนี…

“พี่สบายดีไหมครับ?” ผมส่งข้อความไปหาพี่ยุนกิหลังจากที่ลังเลอยู่นานสองนาน พอลองนึกดูอีกครั้ง เรื่องที่ได้เกิดขึ้นเมื่อวันนั้นคอยบดขยี้ผมตามความหนักหน่วงที่เพิ่มขึ้นทีละนิด หน้าจอแชทก็ยังคงเหมือนเดิม ข้อความของจีมินลอยขึ้นมา “พี่ครับ พี่อยู่ไหน?” ผมปล่อยห้องแชทไว้อย่างนั้น ก่อนที่จะส่งข้อความหาพี่ยุนกิแบบส่วนตัว

และข้อความตอบกลับจากพี่เขาก็มาเอาตอนย่ำรุ่ง ผมลืมตาตื่นด้วยความตกใจกับเสียงเตือนข้อความของโทรศัพท์มือถือ ที่หน้าจอแสดงชื่อของพี่เขา สิ่งที่พี่ยุนกิส่งมาให้นั่นก็คือไฟล์เพลง ผมควานหาหูฟังและเสียบเข้ากับตัวเครื่อง กดเล่นเพลงอีกครั้ง ผมหลับตา นอนลงกับเตียงฟังเพลงของพี่เขา ไม่เหมือนผลงานที่ผ่านมาของพี่เขาเอาซะเลย… มันเป็นเพลงที่สวยงามมาก ๆ ท่ามกลางความโศกเศร้าก็มีการตัดไขว้กันระหว่างความยินดีสุดขีดและความผิดหวัง, ทะเลสีฟ้าครามมีคลื่นซัดซึ่งอยู่ตรงข้ามกับทะเลทราย ดอกไม้กำลังบานจากนั้นก็ร่วงโรย ช่วงพริบตาเดียวที่เรากระโดดหยองแหยง แต่ในเวลาต่อมาก็ร่วงหล่น… บทเพลงของพี่ยุนกิก็เป็นเสมือนตัวจริงของพี่เขา

ผมถามพี่ยุนกิถึงชื่อเพลง แต่พี่เขากลับถามผมกลับแทนที่จะตอบคำถามว่า “จะกลับมาเมื่อไหร่?”

สถานีรถไฟในช่วงเที่ยงวันนั้นเงียบเหงา ผมมองเห็ยเหล่าผู้คนที่ถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นลงมาที่ชานชาลาเพื่อที่จะไปต่อรถอีกขบวน ภาพของตัวผมในวันที่ผมออกจากเมืองนี้ลอยขึ้นมา ในตอนนี้ผมก็ยังคงสวมชุดเดียวกันกับวันนั้น และก็ถือกระเป๋าเดินทางใบหนักใบเดียวกันกับวันนั้น แต่ว่า ข้อเท้าของผมก็อาการดีขึ้นตามระยะเวลา ผมคิดว่าไม่ใช่แค่ข้อเท้าของผมเท่านั้นนะที่อาการดีขึ้น ผมควักเอาโทรศัพท์มือถือออกมาก่อนที่จะเปิดไปยังหน้าจอห้องแชท ผมส่งข้อความเข้าไป “สวัสดี! ผมกลับมาแล้ว! ทุกคน… ทำอะไรกันอยู่เหรอ?”

กลับสารบัญ


NEXT : ทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น
โฮซอก
13 AUG 2022

Translate by : INFINITA & INFINITA v.2 Admin
Book : 花様年華 The Notes 1 Japanese version

Advertisements

One thought on “[แปลไทย] นิยาย 花様年華 (THE NOTES) – ทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น โฮซอก 12 AUG 2022

  1. Pingback: [แปลไทย] นิยาย 花様年華 (THE NOTES) – 1

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s