[แปลไทย] นิยาย 花様年華 (THE NOTES) – หลังกลับจากทะเลนั่น แทฮยอง 24 JUL 2022

Do not copy, Re-Upload Please give my PAGE full credit
——————————————–
แทฮยอง
24 JUL 2022

ผมก้าวขึ้นบันไดทีละ 3-4 ขั้น มีเหล้าไหลหกออกมาจากขวดเหล้าที่ล้มคว่ำ ทั้งแก้วทั้งจานต่างก็กระจายเกลื่อนพื้น พ่อดูไร้เรี่ยวแรงราวกับคนตายอยู่มุมหนึ่ง พี่พูดว่า ‘ไม่ใช่นะ’ ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยปากถามอะไรออกไป “เสียงของพ่อดังนิดหน่อยน่ะ น่าจะมีคนคิดว่าพวกเราถูกต่อยก็เลยแจ้งตำรวจ”

และก็เป็นจังหวะที่ตำรวจปรากฎตัวขึ้นมาพอดี เหล่าบรรดาป้า ๆ มาออกันอยู่ที่ด้านหน้าพลางส่งสิ่งจิ๊ปากก่อนที่จะสลายตัวไป พี่สาวก้มหัวขอโทษตำรวจครั้งแล้วครั้งเล่า “สิ่งของข้างในบ้านไม่มีอะไรเสียหายค่ะ แล้วก็ไม่มีใครถูกทำร้ายด้วย” ผมไม่อยากจะรู้สึกอับอายต่อสถานการณ์เช่นนี้อีกแล้วจึงได้เบือนหน้าหนี ผมเห็นพ่อนอนอยู่ ที่ใบหน้าของพ่อซึ่งถูกแดดแผดเผาจนสีเข้มเนื่องจากงานก่อสร้างที่รับเป็นรายวันนั้นมีหนวดเครารกรุงรัง และดูเหมือนว่าผมเส้นสีขาวเองก็เพิ่มขึ้นมาเช่นกัน ลิ้นที่มีน้ำลายกองท่วมอยู่โผล่พ้นออกมาจากภายในช่องปาก

มีช่วงเวลาหนึ่งที่ผมฝันว่าผมฆ่าพ่อ มีตอนที่แทงพ่อจริง ๆ จัง ๆ ด้วย บางทีอาจจะเป็นจากความฝันนั่นแหละที่ทำให้ผมเริ่มนึกเวทนาพ่อขึ้นมา ผมเองก็เกลียดตัวเองที่คิดอะไรเช่นนั้นเหมือนกัน ถึงเขาจะเป็นมนุษย์ประเภทนั้นแต่เขาก็ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อ ถ้าบอกว่าการเป็นพ่อแม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติแล้วล่ะก็ พ่อก็เป็นคนที่ไร้คุณสมบัติความเป็นพ่อเลยล่ะ

ผมถูกใครสักคนต่อยเข้าที่บ่า พอหันไปมองถึงรู้ว่าเป็นคุณตำรวจผู้ที่ผมคุ้นหน้า เขามาบ้านผมมากกว่า 2 ครั้งแล้ว ในตอนที่ผมต้องเข้าออกโรงพักเพราะเรื่องกราฟฟิตี้ก็เจอเขาออกจะบ่อย ผมทำแค่ก้มหน้า การก้มหน้าของผมมันสื่อถึงการขอโทษที่ทำให้เสียการเสียงานด้วยอยู่หรอก แต่ผมไม่รู้ว่าควรจะทำสีหน้าอย่างไร เพราะไม่มีจุดไหนให้วางสายตาเลย “ลูกบ้านทุกคนที่อยู่ที่นี่พวกเขาเป็นห่วงพวกเธอ 2 คนมากนะ พวกเขาบอกว่าเห็นมีเสียงตะโกนออกมา คุณป้าที่แจ้งเจ้าหน้าที่วันนี้บอกอยากจะให้มาที่นี่โดยเร็ว บางทีพวกเธอ 2 คนอาจจะได้แผลก็ได้ เห็นไหมว่าเขาเป็นห่วงกันขนาดไหน ยังไงก็ไปเอ่ยขอบคุณซะนะ” ผมถามคุณตำรวจกลับไปว่าเสียงของป้าคนนั้นแหบ ๆ ต่ำ ๆ ใช่ไหม คุณตำรวจบอกผมว่าจำไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกว่าจะอย่างนั้น พี่สาวที่กำลังคุยกับคุณตำรวจคนอื่นอยู่หันมามองผม

“ติดต่ออะไรกับแม่อยู่ใช่ไหม?” ที่ผมถามแบบนี้ก็เป็นตอนที่ทุกคนกลับและทุกอย่างเงียบสงบลงแล้ว พี่เก็บขวดเหล้าและถ้วยจานชามที่กระจัดกระจายอยู่ที่พื้น ส่วนผมก็ยืนพิงผนังและสไลด์ตัวลงนั่ง ที่อีกฝั่งพ่อกำลังนอนด้วยท่าทางอึดอัด หลังพระอาทิตย์ตกที่นอกหน้าต่างบานยาวที่อยู่เหนือหัวของพ่อก็มืดค่ำลงไปอีกด้าน

พี่ลุกขึ้นและนั่งลงที่โต๊ะ  ไม่พูดอะไรทั้งนั้นแต่การที่ปิดปากเงียบนี่แหละที่กำลังพูดคำพูดร้อยแปดออกมา ผมขอที่อยู่และเบอร์ติดต่อแม่จากพี่ “เบอร์ติดต่อพี่ไม่รู้ ที่รู้ก็รู้อยู่แค่ว่าพักที่บ้านเช่าที่แขวงคิตะ เมืองมุนฮยอน แต่ว่า…แทฮยอง… คิดจะไปทำอะไรเหรอ?” พี่ถามผม “จะไปถามไงครับ จะไปถามว่ากำลังคิดอะไรกันอยู่ ทำไมถึงทิ้งพวกเราไป แล้วทำไมถึงโผล่หน้ามา” พี่เข้ามานั่งข้างผมพลางพูด “แทฮยอง…แม่เขาอยากเจอแทฮยองนะ” ผมหัวเราะเสียงดังพลางลุกขึ้นยืน ดูเหมือนพี่จะไม่รู้ว่าตอนนี้ผมโกรธมากแค่ไหน ผมบอกว่าผมจะไปถามแม่ก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าเพราะผมอยากจะได้คำตอบนะ เรื่องพรรคนั้น รู้แล้วยังไงต่อ? ผมก็แค่อยากจะไปไล่บี้เฉย ๆ นี่แหละ “ทำไมคนนั้นต้องมาหาพวกเราด้วย? ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ทิ้งเราไป นานจนป่านนี้แล้วเพิ่งจะมีอารมณ์ที่จะเป็นแม่งั้นเหรอ?”

ผมเดินไปทางทิศเหนือที่เป็นที่ตั้งของเมืองมุนฮยอน เท้าของผมก้าวอย่างรวดเร็วเพราะการเต้นรัวแรงของหัวใจ ราวกับถ้าไม่รีบเดินเร็วแบบนี้ผมจะหายใจไม่ออก เวลาตอนนี้ก็เลยเที่ยงคืนมาแล้ว ไม่มีรถเมล์ แล้วก็ไม่มีเงินนั่งรถแท็กซี่ด้วย สุดท้าย ก็เหลือแค่เดินไปนี่แหละ ซึ่งกว่าจะเดินไปถึงสถานที่ตรงนั้นได้ ผมจะต้องผ่านรางรถไฟ หลังจากข้ามสะพานก็ต้องผ่านย่านกลางเมือง ผมรู้สึกว่าผมน่าจะถึงที่นั่นก่อนรุ่งสาง ที่ผมรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของใครสักคนก็เป็นตอนที่ผมข้ามตัดผ่านรางรถไฟ จองกุกตามหลังผมมา และในที่สุดผมก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่ผมวิ่งเข้าไปในบ้านตอนที่เห็นรถตำรวจอยู่หน้าบ้านนั้น จองกุกก็อยู่ด้วยกันกับผม

“กลับไป!” ผมตะโกนไปทิศที่จองกุกอยู่ จากนั้นก็วิ่งเข้าไปโดยไม่เหลียวหลัง ตำรวจมาที่บ้านและบรรดาป้า ๆ ก็ส่งเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจ ขวดเหล้าโซจูกลิ้งอยู่ ส่วนพ่อก็กรน ส่วนพี่สาวก็ก้มหัว จองกุกจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้แล้วหรือยังนะ? ผมไม่เคยพูดถึงเรื่องการอาละวาดของพ่อเลยสักครั้ง เรื่องที่แม่หนีไปก็ด้วย มันไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจอะไร ไม่สิ… ในอีกความหมาย…มันอาจจะเป็นเรื่องภาคภูมิใจก็ได้ แต่ผมว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่ผมจะต้องมาเล่าถึงสถานการณ์ของตัวเอง เล่าถึงเหตุการณ์ หรือบอกเล่าชีวิตของตัวผม

ผมรีบเดินหน้าต่ออย่างรวดเร็ว ออกจากเมืองที่ผมพักอาศัย และเมื่อผมขึ้นบันไดสะพานลอยที่อยู่เหนือรางรถไฟผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลัง เมื่อแอบหันไปมองดูสักเล็กน้อยก็พบว่าจองกุกยังคงตามหลังผมมา ผมอยากจะถามเขาเสียงดังว่าทำไมถึงยังตามหลังมา แต่ก็ตัดสินใจหยุดความคิดนั้น ที่ตามมานี่ก็ตัดสินใจเอาเองนินา ผมข้ามรางรถไฟ จนมาถึงสะพาน จองกุกยังคงตามหลังผมมาไกล ๆ ผมหยุดยืนอยู่กลางสะพาน จากนั้นก็มองลงไปยังแม่น้ำเบื้องล่าง

ในช่วงเวลากลางคืนเช่นนี้ ที่ถนนของเมืองหรือสิ่งปลูกสร้างต่างก็สะท้อนแสงออกมานั่นก็เพราะมีโคมไฟตามถนน แต่ไม่ใช่สำหรับที่แม่น้ำ น้ำของแม่น้ำอันดำมืดนั้นส่งเสียงดังพอตัว มันไหล่ด้วยพละกำลังที่รุนแรง และเพราะไม่สามารถมองเห็นรูปร่างได้นอกจากฟังเสียง ถึงทำให้เรารู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้น จองกุกหยุดยืนในจุดที่ห่างออกไปเล็กน้อย เขามองลงไปยังแม่น้ำด้วยท่าทางเดียวกันกับผม ตอนนี้บนสะพานมีแค่พวกเราสองคน ไม่มีผู้คนและรถผ่านมา เสื้อยืดที่เปียกไปด้วยเหงื่อปลิวสไวตามแรงลมยามค่ำคืน

“นายรู้ไหมว่าเราเดินกันมาชั่วโมงกว่าแล้ว?” เมื่อผมกวักมือเรียก จองกุกก็เข้ามาใกล้ พวกเราเดินเคียงข้างกัน “ผมขอถามได้ไหมครับว่าเรากำลังจะไปไหน?” ผมตอบคำถามจองกุก “ไปหาแม่ มีเรื่องจะคุย” จองกุกพยักหน้า ฝีเท้าของพวกเราค่อย ๆ ลดช้าลง จู่ ๆ ก็มีความคิดวิ่งเข้ามาในหัวว่าจะมุ่งหน้าไปหาแม่จริงเหรอ? แม่อาศัยอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้แน่ชัด ทั้งเบอร์ติดต่อทั้งที่อยู่ก็ไม่รู้ หรือต่อให้ไปบ้านเช่าที่เมืองมุมฮยอน แต่ก็ไม่มีแผนการหลังจากนั้นอยู่ดี ความโกรธที่พุ่งขึ้นมาตอนที่ผมพรวดพราดออกจากบ้านใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการทำให้สงบลง หลังจากนั้นความหิวและความเจ็บปวดก็เข้ามาแทนที่

ผมลองวาดภาพวินาทีที่ผมเจอแม่ จนถึงตอนนี้ผมก็ลองวาดภาพมาหลายรอบแล้ว เพราะงั้นมันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ปัญหามันอยู่ต่อจากนี้ต่างหากล่ะ หลังจากที่แม่โดนคำถามสาดใส่ทั้งหมดแล้ว แม่จะเอ่ยคำตอบแบบไหนออกมา แม่จะตอบทั้งหมดไหม แล้วผมจะรับมืออย่างไรกับคำตอบนั่น หรือกับการไม่มีคำตอบ ผมไม่รู้เลย… หรือว่าไม่เจอจะดีกว่า? บทสรุปมันก็มาจบลงตรงนี้เสมอ แต่ว่าผมวาดภาพช่วงเวลานั้นอยู่เสมอไม่เคยขาด สุดท้าย ผมก็ทำแบบนี้ เพื่อที่จะเจอแม่ ผมก็ออกมาเดินในเมืองยามค่ำคืนโดยไร้แผนการเช่นนี้

“จะว่าไป ขานายดีขึ้นแล้ว?” มาลองนึกดูจองกุกก็เพิ่งจะถอดเฝือกเมื่อไม่นานนี้เอง แล้วผมยังปล่อยให้จองกุกที่เพิ่งจะถอดเฝือกออกมาเดินหลายชั่วโมงแบบนี้… “คุณหมอบอกว่าการพยายามเดินนั้นก็ถือว่าเป็นกายภาพบำบัดครับ” เมื่อจองกุกฉีกยิ้มให้ผมเห็นเขาก็วิ่งแซงหน้าผมไปคล้ายจะเป็นการพิสูจน์คำพูดนั้น ผมไม่เอ่ยปากบอกว่าล้มเลิก แต่ผมตัดสินใจเดินหน้าต่อไป “นายหิวมั้ย?” เมื่ออารมณ์เย็นลง ความรู้สึกทั้งหมดของร่างกายก็เริ่มส่งเสียง “ผมรู้สึกเสียใจมากเลยครับที่ก่อนหน้านี้ผมเหลือเค๊กกับแฮมเบอร์เกอร์ไว้” ผมหัวเราะเบา ๆ ให้กับคำพูดของจองกุก มนุษย์เรานี่มันจริง ๆ เลย แม้แต่สถานการณ์แบบนี้ท้องก็ยังร้อง, ขาก็ยังเจ็บ แถมยังหัวเราะอีก เข้มแข็งอะไรจะปานนี้… ไม่สิ… อ่อนแออะไรจะปานนี้…

พอคิดว่าแสงไฟมันเริ่มสว่างมากยิ่งขึ้นทันใดนั้นย่านชุมชนพลุกพล่านก็ปรากฎขึ้นเบื้องหน้าเรา ย่านชุมชนสว่างสไวโดยไม่สนใจเลยว่าตอนนี้ดึกมากแล้ว ทั้งผู้คนทั้งรถราต่างก็เคลื่อนตัวกันให้ควัก ตอนนี้เป็นเวลาตี 3 ครึ่ง พวกเราหย่อนก้นลงนั่งที่โต๊ะของร้านสะดวกซื้อ

จองกุกพูดขึ้นมาว่าคอแห้งก็ตอนที่เขากินบะหมี่ถ้วยไปได้ครึ่งหนึ่ง และเมื่อผมกลับมาจากไปซื้อเครื่องดื่มก็เห็นใครสักคนยืนอยู่ด้านหน้าจองกุก มันเป็นที่ที่ผมนั่งก่อนหน้านี้ แต่เนื่องจากคนนั้นยืนหันหลังให้ ทำให้ผมไม่รู้ว่าคนนั้นเป็นใครและเกิดเรื่องอะไรขึ้น จองกุกเงยหน้ามองผู้ชายคนนั้นด้วยใบหน้าแตกตื่น ผมเข้าไปอยู่ข้างจองกุกและเบนสายตาไปยังผู้ชายคนนั้น

ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงกลางเดือนฤดูร้อนแต่ผู้ชายคนนี้กลับสวมเสื้อโค๊ทสีกากีตัวหนา เส้นผมที่ยาวรุงรังนั้นเต็มไปด้วยเส้นผมสีขาว แถมหนวดที่ปล่อยไว้หรอมแรมนั้นยังมีน้ำซุปของบะหมี่ติดอยู่ กลิ่นเหล้าเข้าปะทะจมูก ผู้ชายคนนั้นกินบะหมี่ที่ผมกินค้างไว้อย่างตะกละตะกลาม ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่ผมจะไปไล่บี้ถามเขาว่าเขาคือใคร หรือทำไมต้องมากินบะหมี่ของคนอื่น ตกใจก็ตกใจ แต่ผมไม่ได้โกรธนะ ผมหวาดกลัวเสียมากกว่า

ในตอนนั้นเองที่มีพรรคพวกเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้ออีก 1 คน เจ้าคนนั้นต่อยเข้าที่ไหล่ของผู้ชาย แล้วก็ตามมาด้วยอีก 1 คนที่สะดุดขาของเขาทำให้ผู้ชายคนนั้นเสียการทรงตัว ท่าทางจะล้ม เอาค้ำมือไว้บนโต๊ะ ด้วยจังหวะที่โต๊ะนั้นสั่นทำให้ถ้วยบะหมี่คว่ำ น้ำซุปราดหกลงบนขาของจองกุก จองกุกผู้แตกตื่นดีดตัวลุกขึ้นสุดแรง เขาใช้ฝ่ามือปัดไปที่กางเกง เมื่อผมถามเขาว่าโอเคไหม เขาก็โบกมือเสียยกใหญ่แล้วบอกว่าน้ำซุปมันเย็นแล้ว ไม่ได้มีแผลโดนลวกแต่อย่างใด

เมื่อผมมองไปยังชายพวกนั้นก็พบว่าพวกเขากำลังหัวเราะเอิกอากพลางเดินไกลออกไป ผู้ชายคนที่สวมเสื้อโค๊ทสีกากีสกปรกจ้องมองไปที่ถ้วยบะหมี่ที่คว่ำ มือของเขาวางอยู่บนโต๊ะ มีเส้นบะหมี่ติดอยู่ระหว่างนิ้ว คำพูดที่จะถามว่า ‘โอเคไหม’ ทำยังไงก็ไม่ยอมเล็ดลอดออกมาจากปาก “กดคนอื่น ทำคนอื่นล้มแล้วไม่คิดจะขอโทษเหรอ?” ผมหันไปหาชายคนนั้นแล้วส่งเสียงดัง ผู้ชายแก๊งนั้นต่างก็หันมามอง “พวกฉันทำเหรอ? เจ้าหมอนั่นต่างหากล่ะที่ทำ แล้วอีกอย่างนะ ใครบอกให้พวกนายไปนั่งตรงนั้นมิทราบ? เจ้าพวกเด็กน้อยโผล่มาอะไรในเวลาแบบนี้” ผู้ชายคนนั้นตวาดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ชัดเจนนัก

เจ้าผู้ชายที่สวมโค๊ทสกปรกมองพวกผมด้วยท่าทีอย่างนั้น ทั้งผมและผู้ชายคนนั้นจ้องตากัน เขามีดวงตาที่ค่อนข้างเหลือง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยกระ ใบหน้าของใครสักคนลอยขึ้นมาในห้วงความคิดของผม เมาหัวราน้ำ ใช้ฝ่ามือปัดของทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า กดขี่ข่มเหง ใช้ชีวิตอย่างคนขี้แพ้… คนนั้นแหละ

และสเต็ปต่อไปก็อย่างที่คิด ทั้งผมและผู้ชายคนนั้นต่างก็กระโจนเข้าหากัน เจ้าผู้ชาย 2 คนปล่อยฝ่ามือออกมาโดยเล็งที่ใบหน้าของผม ครั้งแรกหลบได้แต่ครั้งที่ 2 นี่เฉียดปลายคางไป จองกุกพยายามจะเข้ามาแยกผมออก แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าจองกุกเองก็ถูกลากเข้ามาในวงทะเลาะกันด้วย ทั้งโต๊ะและเก้าอี้ล้ม ป้ายประกาศว่าห้ามจอดกลิ้งหลุน ๆ พนักงานพาร์ทไทม์ของร้านสะดวกซื้อแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยใบหน้าเหมือนจะชินกับระดับความโหวกเหวกโวยวายเช่นนี้แล้ว ยังไม่ถึง 1 นาทีผมก็ได้ยินเสียงไซเรนเข้ามาใกล้ พวกเราต่างก็กระโดดผึงอย่างรวดเร็ว ตะโกนใส่กันว่าดวงดี ก่อนที่จะวิ่งหนีไปยังทิศทางตรงข้าม

เรื่องการวิ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของผมอีก 1 อย่าง นาน ๆ ทีจะจงใจให้ถูกจับแต่ว่าวันนี้ไม่ใช่สถานการณ์เช่นนั้น ผมวิ่งเปลี่ยนทิศทางไปเรื่อยพลางมองตามหลังเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าจองกุกยังคงวิ่งตามผมมา ทันใดนั้นรถยนต์สีเงิน 1 คันก็เร่งความเร็วตีขึ้นมาด้านข้างและเลยพวกผมไป กระจกมองหลังเฉียดผ่านจองกุก จองกุกทรุดตัวลงนั่งด้วยความตื่นตระหนก เรื่องตื่นตกใจผมว่ามันก็เป็นเรื่องปกติ ในเมื่อเขาต้องเข้าโรงพยาบาลมากกว่า 2 เดือนเพราะอุบัติเหตุและเพิ่งจะได้ออกจากโรงพยาบาลมาเมื่อไม่นาน… เกิดเสียงกึกดังขึ้นในขณะที่รถหยุดตัวลง ใบหน้าของ 1 ในแก๊งที่ต่อยผมเสื้อสักครู่ยื่นออกมาจากกระจกฝั่งที่นั่งข้างคนขับ “พวกนายระวังตัวให้ดี! ครั้งนี้จะยกให้เป็นพิเศษ พวกฉันจะไม่ถือสา แต่ครั้งหน้าจบแน่! จบแน่ ๆ !” พูดยังไม่ทันจบ เจ้ารถก็หายไปพร้อมกับแผดเสียงเครื่องยนต์ดังลั่น

จองกุกจับแขนผมและค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ผมไม่รู้ว่าในตอนที่เขาล้มนั้นเท้าของเขาได้แผลอะไรหรือเปล่า แต่ตอนที่ลุกขึ้นยืนนั้นดูยากลำบากพอตัว ผมรู้สึกเหมือนภายในช่องปากของผมนั้นแตก มันเจ็บแปรบ ๆ เมื่อใช้มือปัดที่ริมฝีปากก็พบว่ามีเลือดติดมาที่หลังมือ “พี่ครับ จะไปทางไหนกันดีครับ?” จองกุกถาม “นายจะลากขาอย่างนั้นของนายไปไหนเหรอ? กลับ!” จองกุกบอกผมว่าเขายังไปได้อยู่พลางเริ่มออกเดิน “ดูสิครับ! ผมน่ะสบายดีครับ” ผมยืนมองด้านหลังจองกุกที่เดินกระโผลกกระเผก

“กลับ!” ผมตะโกนไปหาจองกุก ผมยกมือถือขึ้นมาดูเวลาและพบว่าตอนนี้มันเป็นเวลาตี 4 50 นาที กว่ารถเที่ยวแรกจะออกก็ยังพอจะมีเวลาเหลืออยู่ ผมมองไปรอบตัว และพบภูเขาเรียบ ๆ ตระหง่านอยู่ด้านหลังแหล่งบันเทิง “นายเคยดูพระอาทิตย์ขึ้นไหม?”

ผมพยุงจองกุกและมุ่งหน้าไปยังสันเขา และผมหย่อนก้นลงนั่งบนบันไดที่เป็นจุดสิ้นสุดของทางลาด ผมว่ามันจริงนะที่เขาว่ากันว่าท้องฟ้าก่อนที่พระอาทิตย์ขึ้นนั้นจะดำมืดที่สุด บนท้องฟ้าที่มืดสนิทมองไม่เห็นดวงดาวเลยสักดวง แต่ในทางกลับกัน เมืองซึ่งอยู่ใต้ท้องฟ้าดำมืดนั้นกลับสว่างสไวไปด้วยแสงไฟจากหลอดไฟนีออนหลากสี ผมหันหน้าไปทางทิศเหนือ และเคลื่อนสายตา ผมใช้สายตาไล่ไปยังเมืองที่แม่อาศัยอยู่ ลองหาจุดที่จะวางสายตาดู ที่ตรงนั้น น่าจะบริเวณแถว ๆ นั้น แม่น่าจะกิน, นอน, อาบน้ำ, ทำความสะอาด และใช้ชีวิตอยู่บ้านเช่าบริเวณนั้น

“จองกุก… ฉันน่ะ…ในตอนนั้น…ฉันวิ่งตามหลังแม่ไปนะ” จองกุกมองมาที่ผม ผมยังคงพูดต่อโดยไม่ละสายตาจากแสงของบ้านเช่า ในตอนนั้น คืนวันนั้น คืนวันนั้นเมื่อ 10 ปีก่อนที่แม่ออกจากบ้านไป มันเป็นคืนที่ทั้งครอบครัวพวกเรา 3 คนถูกพ่อทำร้ายอย่างหนักและนอนหลักพร้อมทั้งน้ำตา ผมจำไม่ได้แล้วว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อทำร้ายเรารุนแรงขนาดนั้น แต่ว่าผมจำเหตุการณ์นั้นได้อย่างชัดเจน ‘พรุ่งนี้มีไปเล่นน้ำกับพี่ชายข้างบ้าน แม่ก็คงจะไม่ทำคิมบับให้ ปากที่แตกอยู่ตอนนี้มันจะหายทันพรุ่งนี้หรือเปล่านะ แล้วถ้ามันหายไม่ทันก็จะต้องถูกเพื่อน ๆ ล้อแน่ ๆ ไหล่ผมที่ถูกต่อยนั้นเจ็บ ซึ่งมันเป็นตอนที่ผมพยายามเอี้ยวตัวหลบ เสียงของพี่สาวที่นอนกลั้นหายใจร้องไห้ในวันนี้ มันเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากจะได้ยินมันมากกว่าทุก ๆ ครั้ง’

ผมนอนหลับอยู่ แต่ก็ลืมตาตื่นอย่างรวดเร็ว เสียงแม่ยืนขึ้น เธอมองลงมาที่ผมและพี่สาว ไม่รู้ว่าทำไมแต่ผมรับรู้ได้ว่าแม่กำลังจะไป และแม่กำลังจะทิ้งพวกผม ผมแกล้งทำเป็นนอนหลับ กลั้นหายใจ แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นและตามหลังแม่ไป ไม่ใช่ว่าผมวางแผนอะไรไว้แล้ว ไม่ใช่ว่าผมคิดอยากจะตามแม่ไป อยากจะไปอยู่ด้วยกันกับแม่ เรื่องความเกลียดชังหรือว่าความหวาดกลัวก็ไม่ค่อยมี เพราะการที่ไม่มีแม่อยู่ การที่ต้องอยู่โดยไม่มีแม่นั้นไม่ใช่อะไรที่จะสามารถเข้าใจได้โดยธรรมชาติว่ามันเป็นเช่นไร

ผมเดินตามหลังแม่ไปสักพัก ในความทรงจำนั้นจำได้ว่าเดินทั้งคืน แต่เพราะว่ามันเป็นความทรงจำในช่วงวัยเด็ก อาจจะเป็นเรื่องพูดเกินจริงก็ได้ แม่ไม่หันกลับมามองเลยสักครั้ง หรือแม่อาจจะไม่รู้ว่าผมเดินตามหลังอยู่ หรือไม่ก็ แม่อาจจะคิดว่าถ้าเกิดแม่ตัดสินใจหันหลังกลับก็จะกลายเป็นหิ้วผมไปด้วย เลยมุ่งมองไปแต่เพียงด้านหน้าเท่านั้น…และแน่นอนว่าที่ผมมีความคิดแบบนี้ก็หลังจากเหตุการณ์นั้น มันเป็นตอนที่ผมพยายามสุดชีวิตเพื่อที่จะเข้าใจแม่ แล้วตอนนี้ล่ะ? ก็นะ…ผมเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผมถึงได้มาถึงที่ตรงนี้

“พี่ครับ” ผมเงยหน้าให้กับเสียงของจองกุก “ขอโทษครับ” ผมจ้องจองกุก “ขอโทษอะไร? ไม่มีเรื่องอะไรที่นายจะต้องขอโทษ” “ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะผม พี่ถึงไปยังที่อยู่ของแม่ไม่ได้หรอกเหรอครับ?” จองกุกตอบ “นายบ้าป่ะ?” เหมือนอะไรสักอย่างขาดผึง ผมตะคอกเสียงดัง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะโกรธแท้ ๆ แต่เสียงของผมก็สูงขึ้นอย่างได้ตั้งใจ ดูราวกับผมกำลังโกรธ ผมเองก็พูดไม่ค่อยเก่ง ผมไม่รู้ว่าควรที่จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองอย่างไรดี อีกทั้งคำพูดต่าง ๆ นานาก็ตีกันยุ่ง “นายไม่ได้ผิดอะไร… คนอื่นต่างหากล่ะที่ควรขอโทษนาย ทั้ง ๆ ที่นายไม่ได้ทำผิด แล้วนายจะขอโทษทำไม ฉันที่หิ้วนายมาต่างหากล่ะที่จะต้องขอโทษ ทั้งพ่อ ทั้งแม่ที่ทำให้ฉันต้องหิ้วนายมาที่นี่ต่างหากล่ะที่จะต้องขอโทษ เจ้าคนพวกนั้นที่พูดจาหาเรื่องก่อนต่างหากล่ะที่จะต้องขอโทษ” น้ำเสียงของผมสูงขึ้นเรื่อย ๆ “นายมันโคตรคนดีเลย มันจะมีที่ไหนที่มีคนใจดียิ่งกว่านายบ้าง มันไม่ใช่ความผิดของนาย นายไม่ได้ทำอะไรผิด”

บนท้องฟ้าที่ดูเหมือนว่าจะมืดมิดตลอดกาลนั้นเริ่มมีบรรยากาศสีฟ้าอ่อน ๆ ล่องลอย…เมื่อแสงจากสุดปลายขอบฟากฟ้าไกลส่องสว่างได้เต็มที่ พลันแสงไฟนีออนของตัวเมืองก็สูญเสียความสว่างสไวแทบจะทันที พวกเรามองดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเงียบ ๆ พระอาทิตย์ดวงใหญ่สีแดงที่แกว่งไปมาลอยอยู่เหนือบ้านเช่า แม่เองก็น่าจะมองดูพระอาทิตย์ดวงนี้ ผมคิดเช่นนั้น

พวกเรานั่งเรียงกันอยู่ที่นั่งด้านหลังของรถเมล์ที่จะกลับบ้าน เจ้ารถเมล์เร่งความเร็ววิ่งบนถนนที่ว่างเปล่าก่อนที่เช้าวันใหม่ของทุกคนจะเริ่มขึ้น ผมหันหน้าและจ้องไปยังทิศเหนืออีกครั้ง คืนวันนั้น มีบางช่วงที่แม่หยุดยืน และแม่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นสักพัก ไม่ขยับเขยื่อน ไม่หันกลับด้วย บางทีถ้าตอนนั้นผมยังคงเดินต่อไป ยังคงก้าวไปข้างหน้า ผมก็คงจะไปถึงแม่… ผมก็คงจะสามารถจับมือแม่ ถามแม่ได้ว่าจะไปไหน, จะทิ้งพวกผมไว้แล้วไปไหน, จะกลับเมื่อไร… บางทีผมอาจจะร้องไห้งอแงพูดจาเอาแต่ใจ กลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้น ซึ่ง…บางที…ผมอาจจะดึงมือแม่และกลับบ้านด้วยกันได้ แต่ว่า ผมดันหันตัวเปลี่ยนทิศ แล้วกลับบ้านคนเดียว… และเพราะความเดินมาทั้งคืนทำให้ผมคร้านจะออกไปข้างนอกและเอาแต่นอน สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเล่นน้ำ… ผมนอนอยู่บนพื้นห้องที่ไม่มีใครสักคน เหงื่อไหลหลับบ้างตื่นบ้างสลับกันไป ผมไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน

“อ๊ะ! คุณลุงเมื่อตอนนั้นนิ” เมื่อผมหันหน้ามองลงไปที่หน้าต่างตามเสียงของจองกุก ผมก็เห็นผู้ชายสวมเสื้อโค๊ทสีกากีกำลังเดินนวดหมุนไหล่อยู่คนเดียว

กลับสารบัญ


NEXT : ทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น
โฮซอก
25 JUL 2022

Translate by : INFINITA & INFINITA v.2 Admin
Book : 花様年華 The Notes 1 Japanese version

Advertisements

One thought on “[แปลไทย] นิยาย 花様年華 (THE NOTES) – หลังกลับจากทะเลนั่น แทฮยอง 24 JUL 2022

  1. Pingback: [แปลไทย] นิยาย 花様年華 (THE NOTES) – 1

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s