[แปลไทย] นิยาย 花様年華 (THE NOTES) – ชั้นบนสุดของตัวเมือง จีมิน 15 MAY 2022

Do not copy, Re-Upload Please give my PAGE full credit
——————————————–
จีมิน
15 MAY 2022

ตอนนี้ก็ผ่านมาสามวันแล้วนับตั้งแต่วันที่พี่โฮซอกออกจากโรงพยาบาล และเพราะผมไม่อยากจะเอ่ยคำลาอย่างคำว่า ‘ขอให้สุขภาพดีนะครับ’ ผมจึงแอบ ๆ ตามพี่เขาที่ออกจากโรงพยาบาล ในตอนที่ผมแอบเดินตามอยู่นั้นพี่เขาก็เดินบนทางเดินที่ทอดยาว ฝั่งตรงข้ามเป็นด้านนอกโรงพยาบาล มันเป็นจุดที่ผมจะหยุดยืนทุกครั้ง… ณ ที่ตรงนั้นพี่เขาเดินผ่านและไม่ได้สนใจรอบข้างบันไดฉุกเฉินเลย หากแต่กลับเดินตรงไปยังฝั่งของประตู ผมเฝ้ามองพี่เขาจากด้านหลัง โดยที่ไม่ทันรู้สึกตัวเท้าของผมกลับหยุดเดิน ผมหยุดนิ่งในจุดที่เหลืออีกเพียง 5 ก้าว

พี่โฮซอกยื่นมือออกไปอย่างช้า ๆ และกดลงที่ประตูอย่างสบาย ๆ ประตูเปิดออก แสงแดดทอดลอดออกมาในทันที อากาศภายนอกที่ราวกับได้กลิ่นเพียงเล็กและความอิ่มเอิบหลั่งไหลเข้ามาภายใน บรรยากาศที่ฝั่งประตูหลั่งไหลเข้ามาในรวดเดียว และเมื่อพี่เขาออกไปข้างนอกประตูบานนั้นก็เริ่มปิดลง ถ้าผมวิ่งล่ะก็มันจะอยู่ในระยะที่มือของผมจะเอื่อมถึงก่อนที่ประตูจะปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ ผมเคลื่อนสายตาลงไปที่ปลายเท้า ที่พื้นนั่นมีเส้นเขตแดนที่มีแค่ผมเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ขีดพาดไว้

ผมกลับหลังหัน ไม่สิ…จริง ๆ แล้วผมอยากจะทำอย่างนั้นต่างหากล่ะ แต่ใครสักคนชนไหล่ผมเข้าเต็มแรงที่วิ่งผ่าหน้าไป ผมเขยิบไปข้างหน้า 1 ก้าวอย่างไม่รู้ตัวแล้วก็ล้มลง ผมเงยหน้าขึ้นทั้งที่ยังล้มอยู่ ผมก้าวข้ามเส้นเขตแดนที่ผมไม่เคยก้าวข้ามได้เลยสักครั้ง ไอ้คนโง่เง่าวิ่งผ่านหน้าผมไป เจ้านั่นผลักผมให้พ้นทางแล้ววิ่งไปทิศทางของประตู นอกจากผมแล้วก็ยังมีคนอีกหลายคนที่ถูกหมอนั่นชนและผลักไหล่ แต่เจ้าหมอนั่นก็วิ่งอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ต่อมา พอเจ้าหมอนั่นเปิดประตูเสียเต็มแรง แสงแดดก็สาดส่องเข้ามาอีกครั้ง เจ้าหมอนั่นพุ่งออกไปด้านนอก บรรดาพยาบาลวิ่งตามเจ้านั่นอยู่หรอก แต่ฝั่งนั้นฝีเท้าเร็วกว่า ประตูเริ่มปิดตัวลงอีกครั้ง ผมดันตัวเองให้ลุกขึ้น… ณ จุดที่ผมก้าวข้ามเส้นเขตแดนมาแล้ว 1 ก้าว และผมก็ได้ลองก้าวไปข้างหน้าอีก 1 ก้าวจากจุดนั้น จนกว่าจะถึงประตูก็เหลืออีกประมาณ 3 ก้าว แต่… ผมดันกลับหลังหันซะงั้น ผมรู้ขอบเขตของตัวเองดี

ที่เตียงที่พี่โฮซอกเคยใช้นั้นตอนนี้มีผู้ป่วยคนใหม่มาแทนที่แล้ว ผมหลับตาลงแต่ไม่สามารถนอนให้หลับได้ คำพูดที่พี่โฮซอกพูดก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาลดังกึกก้องหลายต่อหลายครั้งในหัวของผม “จีมิน…ออกไปจากที่นี่กันเถอะ” ในตอนนั้น สีหน้าของพี่โฮซอกมันเป็นสีหน้าอันซับซ้อนซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยแสดงให้ผมได้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งสีหน้าแบบนั้น ทั้งคำพูดแบบนั้น มันเป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัส ผมไม่รู้เลยว่าผมควรจะรับเอาสิ่งเหล่านั้นอย่างไรดี ผมขยับตัวหยุกหยิกพลางยืนค้างอยู่อย่างนั้น ที่ผมหวนกลับไปนึกถึงช่วงเวลานั้นไม่ใช่เพราะคำง่าย ๆ อย่างคำว่า “ออกไปจากที่นี่กันเถอะ” แต่มันมากกว่านั้น ถ้าจะให้พูดก็คือน่าจะเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์นั้นค่อนข้างที่จะใกล้เคียงยิ่งกว่า

ในตอนนั้น หลังจากที่ผมต้องไปที่ชั้น 2 เพื่อเข้ารับการทำกายภาพบำบัด ผมได้รอลิฟต์ ผมทะเลาะกับเจ้าคนโง่เง่าจนล้มคว่ำแต่ทว่าในตอนนั้นการรักษาข้อมือพลิกนั้นหายช้า และเพราะมันเป็นช่วงเวลาที่พี่โฮซอกจะออกจากโรงพยาบาลทำให้ผมนั้นรู้สึกร้อนรน แต่ลิฟต์เจ้ากรรมก็ยังไม่ยอมลงมาจากชั้น 9 … “จีมิน” ผมรู้สึกว่าใครสักคนเรียกชื่อนี้ จึงกลับหลังหันและคิดว่าจะเดินขึ้นบันไดไป ที่ด้านหน้าบันไดฉุกเฉินที่อยู่สุดทางเดินอีกฟากซึ่งห่างออกไปมีใครบางคนยืนอยู่ เพราะแสงแดดที่ทอลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นใบหน้านั้นได้ เมื่อผมก้าวเข้าไปใกล้อีก 1 ก้าว คนนั้นก็เปิดประตูฉุกเฉินและหายลับเข้าไป ทันใดนั้นผมก็สามารถมองเห็นใบหน้าด้านข้างได้ แต่ว่าผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเป็นใคร… ใครกันนะ… ผมเดินไปยังบันไดฉุกเฉินด้วยความรู้สึกพิศวง

พอผมเปิดประตูบันไดฉุกเฉินและชโงกหน้าเข้าไปก็เห็นใครสักคนวูบผ่านหน้า ด้วยปฏิกิริยาสะท้อนทำให้ผมหดหัวกลับอย่างรวดเร็ว จวนเจียนจะชนกันอยู่แล้ว… “แม่!!” ผมชโงกหน้าเข้าไปอีกรอบเพราะเสียงตะโกนนั่น และคนที่วิ่งลงบันไดมาอย่างร้อนรนก็คือพี่โฮซอกนั่นเอง และที่ด้านล่างของบันไดก็มีผู้หญิง 1 คนยืนอยู่ เกิดอะไรขึ้นนะ… ผมก้าวขาเข้าไปในเหตุการณ์นี้แล้ว และตอนที่ขาของพี่โฮซอกพันกันขึ้นมาก็วินาทีต่อจากนั้น ปฏิกิริยาของผมก็คือรีบยื่นมือออกไป ผมคว้าเอาแขนของพี่เขา เพราะการเบรคอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ตกบันไดนี่เองทำให้ร่างกายของพี่โฮซอกเสียสมดุล ตัวผมเองก็พลอยเสียสมดุลตามไปด้วย

พวกผมยังคงเดินขึ้นบันไดอยู่ พี่โฮซอกเงียบกริบจนถึงทางเดินชั้น 5 แม้แต่ระหว่างที่เดินอยู่ตรงทางเดินเพื่อมุ่งหน้าสู่ห้องผู้ป่วยก็ตาม พี่โฮซอกก็ยังเงียบ พี่โฮซอกที่จู่ ๆ ก็หยุดยืนกระทันหันมองมาที่ผม “จีมิน… ออกไปจากที่นี่กันเถอะ” ผมไม่สามารถตอบกลับอะไรได้เลย คำพูดของพี่เขาเป็นเหมือนดั่งคำอ้อนวอน “เดี๋ยวฉันมารับ” ผมตอบกลับไปว่า “หลังจากนี้สักสองสามวัน เดี๋ยวผมก็ต้องกลับไปที่วอร์ดจิตเวช”

เหตุการณ์นั้นผ่านไป 3 วัน พอวันพรุ่งนี้มาถึง ผมจะต้องกลับไปที่วอร์ดจิตเวช หลังจากที่ผมจัดเก็บสัมภาระก็ล้มตัวลงนอน ผมขยับตัวเล็กน้อยด้วยความกระวนกระวายแต่แล้วความง่วงก็เข้ามาเยือน

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาก็เพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรสักอย่างหล่นลง และเพราะว่าโรงพยาบาลมันเป็นสถานที่ที่แปลกประหลาดทำให้ผมนอนหลับไม่สนิท ถึงผมจะหลับตาอยู่ แต่ผมก็รับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ต่อให้เป็นเสียงที่เบาสักแค่ไหนผมก็สามารถลืมตาตื่นได้ทันที ภายในห้องพักผู้ป่วยนั้นมืดสนิท ลมพัดเข้ามาจากทางหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ผ้าม่านเอนลู่ไปตามสายลมร้อนชื้นผิดฤดู… เพดานและพื้นห้อง, ความมืดและความเงียบสงัด ทั้งหมดทั้งมวลผมคุ้นชินกับมันเสียแล้ว

และเพื่อผมพยายามที่จะเปิดโคมไฟ มือของใครสักคนก็หยุดผมได้ เป็นพี่โฮซอก… ด้วยความตกใจผมดีดตัวลุกขึ้น พี่เขายกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ริมฝีปากให้ผมเห็น “ทุกคนมาที่นี่นะ” พี่เขาบอกว่าทุกคนกำลังรอผมอยู่ ทันใดนั้นพี่เขาก็บอกว่า ‘ออกไปจากที่นี่กันเถอะ’ พลางยื่นมือมาหาผม

ผมมีเรื่องที่หวาดกลัวอยู่มากมาย สำหรับพ่อแม่แล้วผมเป็นเหมือนลูกชายผู้ไร้ตัวตน สำหรับคนรอบข้างแล้วผมเป็นเหมือนผู้ป่วยที่หลบหนีมาจากวอร์ดจิตเวชที่ตัวเองถูกกักขังไว้ บางทีการอยู่ที่นี่ในฐานะเด็กดีว่านอนสอนง่ายอาจจะปลอดภัยกว่า ผมไม่มีความมั่นใจและไม่สามารถบอกได้เลยว่าเมื่อออกไปข้างนอกแล้วผมจะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ ผมคิดว่าผมสามารถยกเหตุผลได้เป็นร้อยข้อเพื่อสนับสนุนว่าผมจะต้องอยู่ที่นี่ต่อไป

พี่เขาไม่รออะไรจากผมแล้ว เพราะพี่เขายื่นมือมาคว้ามือของผมและดึงให้ลุกขึ้น จากนั้นก็ยื่นเสื้อยืดมาตรงหน้า ผมถูกดึงลากออกจากเตียงและผมกอบกุมมือนั่นอย่างรวดเร็ว ที่ทางเดินเงียบสงัด ที่ตรงเค้าเตอร์มีพยาบาล 2 คนนั่งอยู่ และเพราะว่าพวกเธอกำลังง่วนอยู่กับการทำงานทำให้ไม่ได้หันมามองพวกผม แต่ในทางกลับกันทั้งผมและพี่โฮซอกลุ้นกันเป็นอย่างมาก พวกเราเดินด้วยความเงียบเชียบ ลิฟต์หยุดตัวที่ชั้น 5 และเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ผมก็พบว่าพี่นัมจุนและพี่ซอกจินอยู่ในลิฟต์

พวกเราลงลิฟต์มาที่ชั้น 1 และเมื่อเดินไปยังทางเดินจู่ ๆ พี่โฮซอกก็ลากผมเข้าไปยังประตูทางด้านซ้ายมือ มันเป็นห้องพัก โดยปกติแล้วในระหว่างวันนั้นจะคราคร่ำไปด้วยผู้ป่วยและผู้ค้ำประกัน แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืนทุกอย่างจะเงียบสงบ มืดมิด มีเพียงแสงไฟจากถนนด้านนอกเท่านั้นที่ทอลอดเข้ามา เมื่อเทียนที่อยู่บนโต๊ะถูกจุดผมก็พบกับใบหน้าของจองกุกและแทฮยอง ส่วนมุมมืดฝั่งโน้นผมเห็นพี่ยุนกิ บนโต๊ะนั้นมีทั้งขนมและน้ำอัดลมวางอยู่

ช่วงที่พยาบาลเปิดประตูด้านหลังและปรากฎตัวขึ้นก็ตอนที่ผมเพิ่งดื่มน้ำอัดลมไปได้เพียงนิด มันเป็นตอนที่ผมพูดคำว่า “พี่ครับ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ” ยังไม่จบดี พยาบาลเอ่ยปากถามว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ และพี่ยุนกิก็ตอบกลับไปว่ากำลังจัดปาร์ตี้วันเกิด พยาบาลเดินเข้ามาในห้องพักอีก 1 ก้าว… “ทุกคนเป็นคนไข้ของที่นี่เหรอ ดูแล้วไม่น่าใช่นะ” ในกลุ่มของพวกเรา คนที่ใส่ชุดคนป่วยก็มีเพียงแค่ผมเท่านั้น มือของผมบีบกระป๋องน้ำอัดลมอย่างแรงโดยที่ผมไม่รู้สึกตัว และกระป๋องอนุมิเนียมก็ส่งเสียงแปลก ๆ ของออกมาก่อนที่จะยู่ยี่ พี่โฮซอกจับไหล่ของผม “ไม่เป็นไร” เป็นเสียงของพี่นัมจุน “พี่ครับ ถ้าผมให้สัญญาณ พวกเราวิ่งเลยนะครับ” ดูเหมือนว่าคนที่พูดประโยคนี้จะเป็นจองกุก

พริบตาเดียว เมื่อพี่ซอกจินที่ไปถึงประตูด้านหน้าและส่งสัญญาณกลับมา พี่เขาก็ออกไปด้านนอกเลย หลังจากที่พี่โฮซอกมองพวกเราทุกคนรอบ ๆ ก็เอ่ยเสียงต่ำ “วิ่ง! จีมิน!” คำพูดนั่นเป็นสัญญาณและพวกเราทุกคนวิ่งกรูกันออกไป ตัวผมเองก็หลวมตัวทำตามและวิ่งออกไปกับพวกเขา แทฮยองขาพันกันและล้มลง ถุงขนมและขวดพลาสติกลอยหวือขึ้นไปในอากาศ พวกเราวิ่งตัดข้ามฟากระหว่างโต๊ะและออกไปยังทางเดินชั้น 1 เสียงของพยาบาลและเสียงฝีเท้าวิ่งตามหลังพวกเรามา ทางเดินยังคงยืดยาวออกไปเฉกเช่นเมื่อวาน

ผมรู้สึกถึงน้ำหนักมหาศาลของอะไรบางอย่างก็ตอนที่วิ่งผ่านห้องจัดส่งน้ำร้อนและเข้าใกล้บันไดฉุกเฉิน จู่ ๆ เท้าของผมก็เคลื่อนช้าลง ภายในหัวของผมมีคำถามเป็นร้อยเป็นพัน มันจะไม่เป็นอะไรจริง ๆ เหรอ? มั่นใจแล้วใช่ไหม? ที่ด้านนอกนั่นอาจจะลำบากก็ได้เมื่อถึงตอนนั้นจะไม่มีใครคอยปกป้องนายเลยนะ ถ้าอย่างนั้น อยู่ที่นี่นี้น่าจะปลอดภัยกว่า สบายกว่า ตอนนี้ยังไม่สาย หยุดอยู่ตรงนี้แหละ ยอมรับขีดจำกัดของตัวเองแล้วเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายซะ

เส้นเขตแดนปรากฎขึ้นตรงหน้า ผมหันกลับโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ภารโรงก็ยังเข้ามาผสมโรงวิ่งจับเพื่อน ๆ ที่อยู่ด้านหลัง มือที่ถือเสื้อยืดสั่น ผมรู้สึกว่าจะถูกจับตอนนี้แหละ บางทีผมอาจจะย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว “ไม่เป็นไร ปาร์ค จีมิน! วิ่ง!!!” ราวกับเสียงนั่นเป็นสิ่งผลักดัน ผมหันไปมองข้างหน้า และก้าวคืบหน้าไปอีก 1 ก้าว

ผมก้าวข้ามเส้นเขตแดน ระยะห่างจนกว่าจะถึงประตูนั้นหดสั้นลงเพียงแค่ก้าวเดียว แต่ถึงอย่างนั้นผมกลับรู้สึกว่ามีอะไรหลาย ๆ อย่างได้เปลี่ยนไป รู้สึกเหมือนได้บินผ่านหน้าผาที่สูงชันและช่องระหว่างหน้าผาภายในครั้งเดียว อะไรบางอย่างภายในอกของผมสั่นไหวอย่างรุนแรง ผมถอดชุดผู้ป่วยทิ้งและเปลี่ยนเป็นเสื้อยืด ในขณะเดียวกันผมก็หันไปทางประตูก้าวเดินไปข้างหน้าอีก 1 ก้าว ส่วนก้าวอีก 1 ก้าวต่อมานั้นรวดเร็วกว่าก้าวที่แล้ว และก้าวต่อ ๆ ไปก็ยิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม ผนังวูบผ่านอย่างรวดเร็ว ผมขยับเข้าใกล้ประตูด้วยก้าวขาที่ยืดยาว จากเส้นเขตแดนจนถึงประตูตอนนี้เหลืออยู่ 5 ก้าว คนปกติทั่วไปอาจจะก้าวขาแค่ 5 ครั้ง แต่ทว่าสำหรับผมแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่ผมก้าวข้ามระยะห่างที่ถ้าไม่ได้รับกำลังใจแล้วล่ะก็ อย่าหวังว่าจะข้ามไปได้ ผมก้าวข้ามสิ่งนี้ได้ด้วยตนเอง นี่เข้าใกล้ชนิดที่ว่าถ้ายื่นมือออกไปก็ถึงประตู

ถ้าผมเปิดประตูและก้าวออกไป ทิวทัศน์ที่ต่างไปจากตอนนี้ต้องยืนรอผมอยู่แน่ ๆ เรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้อย่าเพิ่งไปคิดถึงมันเลย ตอนนี้คิดแค่จะก้าวไปข้างหน้าอีก 1 ก้าวก็พอ ผมผลักประตูด้วยแรงทั้งหมด บรรยากาศด้านนอกกระทบกับตัวผม ไม่มีแสงแดดร้อนแรงราวกับจะแผดเผา หรือลมแรงอันโหดร้ายอย่างที่ผมเคยจินตนาการไว้เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นอย่างนั้น แล้วทำไมผมถึงรู้สึกว่าน้ำตากำลังจะไหลออกมา เสียงกรีดร้องในหัวใจของผมดังกึกก้องไปรอบทิศ

กลับสารบัญ


NEXT : ชั้นบนสุดของตัวเมือง
จีมิน
16 MAY 2022

Translate by : INFINITA & INFINITA v.2 Admin
Book : 花様年華 The Notes 1 Japanese version

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s