[แปลไทย] นิยาย 花様年華 (THE NOTES) – ชั้นบนสุดของตัวเมือง จีมิน 11 MAY 2022

Do not copy, Re-Upload Please give my PAGE full credit
——————————————–
จีมิน
11 MAY 2022

ผมถูกย้ายมาที่วอร์ดศัลยกรรมก็เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ในช่วงแรกผมไม่ชินกับวอร์ดที่ผู้คนเดินเข้าออกกันได้อย่างอิสระ แต่ว่า โรงพยาบาลก็คือโรงพยาบาลนั่นล่ะนะ มีคนป่วย มีพยาบาล และมีหมอ มีกินยา มีฉีดยา ไม่ได้อะไรต่างจากวอร์ดจิตเวชเลย ถ้าจะถามหาจุดต่างล่ะก็ ทางเดินยาวเพิ่มขึ้นมาอีกนิด แล้วตรงกลางทางเดินนั่นก็มีห้องพักด้วย จุดต่างอีกจุดก็คือผมสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระภายในโรงพยาบาลนี้ พอช่วงค่ำ ผมก็ออกจากห้องพักผู้ป่วย เดินวนไปนั่นไปนี่ภายในวอร์ด ไปเต้นหยองแหยงคนเดียวในห้องพัก หรือไม่ก็ลองไปยังทางเดินที่ชั้น 1 มันเป็นความรู้สึกที่ผมสัมผัสสไม่ได้จากวอร์ดจิตเวช เพราะงั้นเลยสนุกเอามาก ๆ

แต่ที่ไปเจออะไรแปลก ๆ ก็ตอนที่วิ่งเล่นในทางเดิน มันเป็นห้องจ่ายน้ำร้อน… ซึ่งต้องผ่านบันไดไปมากโข ผมหยุดยืนชนิดที่แม้แต่ตัวผมเองยังไม่รู้ตัว ทางเดินยังเหลืออยู่ประมาณ 5 ก้าว ทั้ง ๆ ที่เป็นอย่างนั้นแต่ผมก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ผมไม่ไปเกินกว่านั้น สุดทางเดินมีประตูอยู่ 1 บาน ถ้าเปิดประตูบานนั้นจะเป็นด้านนอก… ด้านนอกโรงพยาบาล ที่ประตูบานนั้นไม่มีป้าย “ห้ามเข้าใกล้” ติดอยู่เลย แถมยังไม่มีใครพยายามหยุดผม หรือวิ่งตามผม ถึงกระนั้น ผมก็ไม่ก้าวเท้าออกไปมากกว่านี้ ทันใดนั้นผมก็เข้าใจทันที เพราะจุดตรงนั้นมันเป็นทางเดินของวอร์ดจิตเวช ราวกับมีแค่ผมเท่านั้นที่มองเห็นเส้นกั้นขีดไว้บนพื้น ผมกำลังยืนอยู่ ณ​ จุดสิ้นสุดของทางเดินของวอร์ดจิตเวช

ที่วอร์ดจิตเวชผมถูกเรียกว่า ‘เด็กซื่อ’… นาน ๆ ครั้งอาการจะกำเริบอยู่บ้าง แต่โดยมากแล้วผมมักจะอยู่ในโอวาท ทุก ๆ ครั้งผมจะยิ้มอย่างใจดีและพูดโกหกที่ทุกคนไม่รู้ และผมยังรู้ขีดจำกัดของตัวเองดี ทางเดินของวอร์ดจิตเวชนั้นประมาณ 24 ก้าวของผม ในตอนที่ผมเข้าโรงพยาบาลครั้งแรก มันเป็นตอนที่ผมอายุได้ 8 ขวบ ในตอนนั้นผมร้องไห้งอแงวิ่งไปยังประตูเหล็กที่อยู่อีกฟากของทางเดินเพื่อที่จะออกไปข้างนอก เพื่อที่จะไปกับแม่ ผมพยายามที่จะออกไปข้างนอกจนพยาบาลต้องวิ่งมาจับผมและฉีดยา ในช่วงนั้น แค่ผมเดินออกมาที่ทางเดินพยาบาลก็ตื่นตกใจกันหมด แต่ตอนนี้น่ะเหรอ ต่อให้ผมจะวิ่งไปจนถึงสุดทางเดินนั่น ต่อให้ผมไปถึงหน้าประตู ก็ไม่มีใครรู้สึกตัวสักคน ผมรู้ดี ก็เพราะประตูมันล็อคอยู่ไง ต่อให้วิ่งไปจนถึงหน้าประตูแล้วสุดท้ายก็ต้องวกกลับอยู่ดี ในตอนนี้ผมไม่ร้องไห้งอแงขอให้เปิดประตูแล้ว น้ำตานี่ไม่ไหลเลยล่ะ

แต่ว่า ในโลกใบนี้ยังมีพวกโง่เง่าที่แตกต่างจากผมอยู่ เป็นพวกที่ไม่ว่าจะเมื่อไรก็จะไปจับประตูนั่นเขย่า ก่อนที่จะถูกกดลงกับพื้นแล้วฉีดยา จากนั้นก็จะสงบลงหลังจากถูกจับมัด ทั้ง ๆ ที่ถ้าทำตัวดี ๆ หน่อยก็จะสบายแล้วแท้ ๆ พวกโง่เง่าช่างไม่รู้อะไรเอาซะเลย

ผมเองก็เหมือนกัน ในช่วงแรกผมไม่ใช่แบบนี้หรอก มันก็มีที่ถูกพยาบาลจับฉีดยาระงับประสาทแล้วก็หลับราวกับซ้อมตาย หรือที่พยายามจะหนีจากโรงพยาบาลแต่ก็ถูกตามตัวกลับมา หรือหลายครั้งหลายคราที่ผมร้องไห้โทรศัพท์หาแม่ด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ผม…ผมไม่เป็นไรแล้ว ผมหายดีแล้ว มารับผมกลับที” ผมอดหลับอดนอนอยู่หลายวัน แต่แม่ก็ไม่มารับผมกลับ

ในตอนที่ผมไปสวนพฤกษชาติ Bulkkoch และหมดสติจนมารู้สึกตัวเอาที่โรงพยาบาลนั้น ทั้งพ่อและแม่ไม่ถามอะไรผมเลย ไม่ถามอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องที่ผมไปยังสถานที่ตรงนั้น เรื่องที่ผมหมดสติอยู่ตรงนั้น และนับตั้งแต่นั้นมาตอนที่โรคกำเริบอย่างไม่รู้สาเหตุมันก็เป็นแบบนี้ หลังจากที่ผมเข้าโรงพยาบาลเมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึงก็ให้ผมออก และย้ายโรงเรียน สำหรับพ่อและแม่แล้วชื่อเสียงและครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญมาก พวกเขารับไม่ได้ที่ลูกชายมีประวัติการรักษาจิตเวช

การที่ผมกลายเป็นใสซื่อไม่ใช่แค่ชั่วครั้งชั่วคราว และมันก็ไม่ใช่เหตุการณ์ Dramatic อะไร พูดอีกอย่างก็คือเรื่องนี้น่ะไม่หลงเหลือเป็นความทรงจำเลย ความรู้สึกยอมแพ้นั้นมันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเล็บที่ยาวขึ้น มันเริ่มมาจากช่วงไหนสักช่วงนี้แหละที่ผมเลิกร้องไห้และเลิกที่จะอยากออกไปข้างนอก อย่างมากก็แค่วิ่งในทางเดิน ไม่เข้าไปใกล้ประตู

นาน ๆ ครั้งที่ผมจะได้ออกไปข้างนอก ไปโรงเรียน แต่มันก็ยังคงเหมือนเดิม ผมรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วผมจะต้องกลับมาที่นี่อีก หัวใจของผมในยามที่เงยหน้ามองท้องฟ้า มันสัมผัสได้ถึงความสว่างเจิดจ้าและกลิ่นของฤดูกาลได้เป็นอย่างดี แต่ผมก็พยายามลืมมันเท่าที่ผมจะทำได้ ผมจะไม่หลงเหลือความรู้สึกนี้ในจิตใจ เพราะเดี๋ยวเรื่องเหล่านี้มันก็มีแต่จะไกลตัวผมออกไปทั้งนั้น เรื่องที่เกี่ยวกับเพื่อน ๆ เองก็เช่นกัน ประวัติการรักษาโรคทางจิตเวชนั้นคงไม่ใช่ประวัติอันน่ารื่นรมที่จะผูกมิตรกับใครหรอก

แต่มันก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อยู่นอกเหนือไปจากที่เป็นอยู่ นั่นก็คือเรื่องที่ได้เจอกับบรรดาพี่ ๆ และน้อง ๆ ที่ผมคิดว่าพวกเขาคือเพื่อนผมจริง ๆ น่าจะสักเมื่อ 2 ปีก่อน ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะลืม แต่นาน ๆ ทีความทรงจำในช่วงเวลานั้นก็จะผุดขึ้นมา ในตอนที่ผมต้องแยกจากพวกเขามันเป็นตอนเลิกเรียน ที่อาการของผมกำเริบตรงป้ายรถเมล์ ความทรงจำสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่คือประตูรถเมล์ที่มุ่งหน้าไปสวนพฤษชาติ Bulkkoch กำลังเปิดออก ผมล้มลง ณ ที่ตรงนั้น

พอผมลืมตาขึ้นมาก็มาอยู่ที่โรงพยาบาล แม่ยืนอยู่ห่าง ๆ กำลังคุยโทรศัพท์กับใครสักคน ช่วงระยะเวลาอันสั้นที่ผมยังไม่สามารถรับรู้สถานการณ์ปัจจุบันได้ ตอนนี้อยู่ที่ไหนกันนะ เกิดอะไรขึ้น เมื่อผมมองไปรอบ ๆ ตัวถึงได้เห็นว่ามีหน้าต่างกรงเหล็กขึงอยู่ ทันใดนั้นเองผมก็นึกออก ท้องฟ้าสีฟ้าครามที่ผมมองระหว่างทางกลับบ้าน ผมนั่งเล่นซนที่ป้ายรถเมล์ รถเมล์ที่มุ่งหน้าสู่สวนพฤษชาติ Bulkkoch ซึ่งกำลังใกล้เข้ามาจากที่ไกล ๆ… สายตาที่มองผมผ่านกระจกหน้าต่างรถ…

ผมหลับตาในทันที แต่นั่นช้าเกินไปเสียแล้ว ภายในพริบตา เบื้องหน้าของผมได้ปรากฎภาพของประตูสวนพฤษชาติ Bulkkoch มันเป็นวันทัศนศึกษาเมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นประถม 1 ผมวิ่งฝ่าสายฝนที่กระหน่ำลงมาโดยใช้กระเป๋านักเรียนกำบังศีรษะ ห่างออกไปเบื้องหน้าเพียงเล็กน้อยมีโกดัง และประตูเปิดอยู่ ผมเข้าไปข้างใน ทั้งความเหนียวหนืด กลิ่นเหม็นเปรี้ยว ลมหายใจอันยากลำบาก และเสียงของเหล็กที่ดังก้องอยู่ในหู

ผมลุกพรวดขึ้นจากเตียงพร้อมทั้งส่งเสียงร้องโหยหวน ไม่ใช่ ผมจำไม่ได้  ผมลืมไปหมดแล้ว แม่วิ่งเข้ามาใกล้พร้อมทั้งเรียกหาใครสักคน ผมสบัดศีรษะอย่างรุนแรงเพราะต้องการที่จะสลัดกลิ่นทุกกลิ่นและสัมผัส เสียงและเหตุการณ์เหล่านั้นออกไปให้หมด ผมถูที่แขนของตัวเองอย่างหนัก ความทรงจำต่างประดังประเดเข้ามาหาผมอย่างไร้ความปราณี เมื่อความทรงจำที่ราวกับรอยแผลเมื่อสิบปีก่อนหลั่งไหลเข้ามา ผมรู้สึกเหมือนมันชอนไชเข้าไปในเล็บ เข้าไปในเซลล์ เข้าไปในดวงตา ในจิตใจราวกับเรื่องเหล่านั้นกำลังเกิดอยู่ตรงหน้า ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างในวันนั้นคือปัจจุบันนี้ อาการของผมกำเริบและถูกจับฉีดยาในที่สุด ยาที่ฉีดในตอนเย็นวิ่งไหลเข้าไปในเส้นเลือดทำให้ผมรู้สึกง่วงนอน ผมหลับตาลงพลางสวดภาวนา ขอให้นี่เป็นเพียงแค่ความฝัน ขอให้เมื่อผมตื่นขึ้นมาผมจะลืมทุกสิ่ง

แต่คำอธิฐานของผมนั้นก็ไม่เป็นจริง ในทางกลับกันอาการของโรคก็กำเริบและก็ถูกฉีดยาอีก ความรู้สึกง่วงนอนราวกับตกลงมาจากหน้าผาวนลูปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อลืมตาตื่นผมรู้สึกราวกับทั้งร่างเต็มไปด้วยโคลน โคลนมันก็คล้ายกับเลือด ต่อให้พยายามชำระล้างสักเท่าไร ก็ไม่สามารถลบล้างกลิ่นที่ได้สัมผัสที่โกดังเมื่อวันนั้นได้ ต่อให้ผมนั่งอยู่นิ่ง ๆ ก็ยังคงไม่สามารถต้านทานความรู้สึกที่เหมือนมีโคลนมาเกาะตามตัวได้ หรือต่อให้ผมจะพยายามขัดถูจนเลือดแทบซึมออกมา ผมก็ยังรู้สึกว่ามันยังเกรอะกรังอยู่อย่างนั้น

ในตอนที่คุณหมอถามอาการของผมด้วยใบหน้าเป็นห่วง ในตอนแรก ผมสั่นหนักมากพลางกล่าวขอโทษ ผมบอกว่าผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้วถึงได้เอ่ยปากขอโทษไง เพราะงั้นช่วยทำให้ผมลืม ๆ เรื่องราวทั้งหมดเสียที… ต่อจากนั้น ผมพยายามเบือนหน้าหนีจากความทรงจำ ผมไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร ผมจำอะไรไม่ได้… ในตอนนี้ผมก็กำลังจ้องมองคุณหมอและปั้นใบหน้าเปื้อนยิ้ม พร้อมทั้งพูดออกไปว่า “ผมจำอะไรไม่ได้ครับ” คุณหมอน่าจะเชื่อในสิ่งที่ผมพูดนะ แต่เชื่อไม่เชื่อผมไม่รู้หรอก เรื่องสำคัญเลยก็คือผมจะต้องเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย ใสซื่อ… ชีวิตประจำวันของผมที่โรงพยาบาลนั้นเงียบสงบ ผมขอแค่ให้ช่วงเวลาที่ผมได้เหม่อลอยนั้นค่อย ๆ ผ่านมา นอกเหนือจากนั้นผมไม่คาดหวังอะไรทั้งสิ้น ไม่มีทั้งลมหายใจที่ยากลำบาก ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความเหงา ทุกสิ่งมันราบรื่นเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงเมื่อวานตอนเย็น… เย็นวันนั้น ผมได้พบกับพี่โฮซอกอีกครั้ง

ที่ผมถูกย้ายมายังวอร์ดศัลยกรรมเพราะเป็นคำสั่งและการห้ามปรามไม่ให้ผมไปทะเลาะกับพวกโง่เง่าที่พยายามจะออกไปจากที่นี่ด้วยประตูที่อยู่อีกฟาก พวกเรา 2 คนที่ทะเลาะกันถูกจัดแยกห้องให้ไปอยู่ห้องพักผู้ป่วยในวอร์ดศัลยกรรมชั้น 5 ห้องพักผู้ป่วยที่ผมถูกจัดให้อยู่นั้นเป็นห้องพักแบบ 6 เตียง เตียงของผมเป็นเตียงที่อยู่ตรงกลาง ส่วนเตียงทั้ง 2 ฟากของผมนั้นมักจะเปลี่ยนผู้ป่วยอยู่เสมอ ๆ

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อตอนกลางดึก ผมได้ยินเสียงดังหนวกหูเหมือนใครสักคนกำลังเจอกันฝันร้าย มันเป็นเสียงที่มาจากเตียงด้านซ้าย ผมยกผ้าห่มขึ้นคลุมโปงเพราะว่าผมเบื่อแล้วล่ะกับฝันร้ายเนี่ย ผมไม่อยากจะได้ยินเสียงของการฝันร้ายแล้วล่ะ ผมอดทนไปอีกสักพักแต่แล้วก็ดูเหมือนว่าฝันร้ายมันจะยังไม่จบลง ในที่สุดผมก็ลุกขึ้นและเคลื่อนตัวเข้าใกล้เตียงฝั่งซ้ายมือ ผมจับไหล่ของเขาเพื่อจะทำให้เขาสงบลงพลางพูดว่า “ไม่เป็นไรนะครับ มันก็แค่ฝันร้าย”

และผมมารู้ว่าคนคนนั้นคือพี่โฮซอกก็เมื่อช่วงเช้านี่เอง ในตอนที่อาหารเช้าถูกยกมาและผ้าม่านถูกเปิดออก ผมถึงเห็นพี่โฮซอกนั่งอยู่เตียงข้าง ๆ ดูพี่เขาจะดีใจมาก ผมควรจะดีใจไหม? แต่ที่ไหนสักแห่งในหัวใจของผมนี่น่าจะดีใจอยู่นะ  พี่โฮซอกปฏิบัติกับผมอย่างเท่าเทียมและเป็นคนเดียวที่เข้ามาคบค้าสมาคมกับผมผู้ที่ย้ายโรงเรียนมาโดยที่ไม่รู้จักใคร แถมยังเป็นคนที่อุตส่าห์ใช้ถนนทางอ้อมเพื่อที่จะกลับบ้านหลังจากเลิกเรียนด้วยกัน ความทรงจำในวันที่ผมกับพี่โฮซอกกินไอศครีมระหว่างกลับบ้านด้วยกันยังคงลอยขึ้นมาเป็นครั้งคราว อีกทั้งพี่เขาก็ยังเป็นคนที่อยู่กับผมในตอนที่อาการของผมกำเริบที่ป้ายรถเมล์ ก่อนที่ผมจะได้กลับมาที่โรงพยาบาลนี่ เป็นพี่เขาเองที่พาผมมาที่โรงพยาบาล บางทีพี่เขาอาจจะได้เจอกับแม่ของผมแล้ว ผมไม่อยากจะบอกถึงอาการของผมให้พี่เขาฟังเลย

ผมเดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วยโดยที่ไม่แตะข้าวเลย ผมรู้ว่าพี่โฮซอกตามผมมาแต่สำหรับผมแล้วไม่มีจุดไหนในโรงพยาบาลนี้ที่ผมไม่รู้ พี่เขาตามผมมาไม่ได้หรอก ในช่วงเวลาหนึ่งวันผมเอาแต่เดินรอบโรงพยาบาล และที่ผมเห็นบรรดาพี่ ๆ พร้อมทั้งจองกุกมาเยี่ยมก็เป็นตอนที่ผมเดินลงบันได ทุกคนไปเปลี่ยนไปจากเดิมเลยจริง ๆ

ตลอดทั้งบ่ายวันนั้นผมเอาแต่ขึ้น ๆ ลง ๆ บันได เดินเรื่อยเปื่อยในชั้นอื่น ๆ บ้าง แล้วก็ไปโผล่ที่หน้าต่างที่อยู่อีกฟากของทางเดิน จากนั้นก็นั่งนับรถที่วิ่งผ่านหน้าต่างไป หลังจากนั้นผมก็รู้สึกกรุ่น ๆ เพราะผมไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวัน แถมไม่มีที่ไหนให้นั่งสงบ ๆ เลย แถมเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากห้องพักผู้ป่วยด้วยแล้ว ยุ่งทำให้ผมอารมณ์กรุ่นขุ่นมัวขึ้นไปอีก ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้อารมณ์ของผมเป็นเช่นนี้ แต่ตอนนี้คือโมโหพอตัวเลยล่ะ ผมกลับไปที่เตียงของตัวเองก็ตอนที่มันมืดค่ำแล้ว “ไปไหนมาน่ะ?” พี่เขาเอ่ยถามผมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นพลางยื่นขนมปังพิซซ่าให้ผม

บางทีอาจจะเป็นเพราะผมหิว บางทีอาจจะเป็นเพราะขนมปังมันกำลังอุ่นและอร่อยเอามาก ๆ ทำให้ผมบอกกับพี่โฮซอกโดยที่ไม่คิดอะไรให้มากความ เรื่องที่ผมถูกขังอยู่ในวอร์ดจิตเวชมายาวนาน เรื่องที่ผมถูกย้ายมาอยู่วอร์ดศัลยกรรมสักระยะ และน่าจะถูกส่งกลับวอร์ดจิตเวชในเร็ว ๆ นี้ ทั้งเรื่องที่อาจจะไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลในเร็ววันนี้ ผมบอกกับพี่โฮซอกไปว่า…พี่เองก็เห็นผมแล้วไม่ใช่เหรอ ที่อาการของผมกำเริบที่ถนนนั่นน่ะ ผมเป็นผู้ป่วย ผมมันอันตราย คำพูดสุดท้ายนั่นเป็นคำพูดที่ผมไม่อยากจะเอ่ยออกมาเลย แต่ผมคิดว่าถ้าผมพูดแบบนั้นออกไปพี่เขาจะไม่สามารถตำหนิผมได้

พี่โฮซอกเงียบไปสักพัก ทันใดนั้นพี่เขาก็พูดพลางหยิบขนมปังของผมขึ้นมา “ปาร์ค จีมิน… นายหยุดพูดอะไรเกินจริงสักทีเถอะ นายไม่รู้เหรอว่าฉันเป็นโรคลักหลับ? ฉันล้มทรุดได้ทุกที่ งั้นก็แปลว่าฉันเองก็อันตรายงั้นเหรอ?” พี่โฮซอกยัดขนมปังเข้าปากก่อนที่จะเคี้ยวตุ่ย ๆ ผมไม่รู้ว่าผมควรจะตอบกลับคำพูดของพี่เขาอย่างไรดี นอกจากทำตัวหยุกหยิกแค่นั้น ทันใดนั้น พี่โฮซอกก็พูดขึ้นอีก “ว่าไง นายไม่เสียดายเหรอ?” พูดจบก็ยัดขนมปังเข้าปากอีกครั้ง เคี้ยว แล้วยื่นที่เหลือมาให้ผม ผมรับขนมปังมาอย่างรวดเร็ว พี่เขายังคงพูดต่อ “อาการกำเริบของโรคนี่มันสามารถติดต่อได้ป่ะ?… โรคลักหลับมันไม่ติดต่อนะ…เพราะงั้นนายไม่ต้องกังวลใจไป กินเหอะ” พี่เขาไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว…

กลับสารบัญ


NEXT : ชั้นบนสุดของตัวเมือง
โฮซอก
12 MAY 2022

Translate by : INFINITA & INFINITA v.2 Admin
Book : 花様年華 The Notes 1 Japanese version

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s