[แปลไทย] นิยาย 花様年華 (THE NOTES) – สิ่งมีชีวิตติดปีก ซอกจิน 02 MAY 2022

Do not copy, Re-Upload Please give my PAGE full credit
——————————————–
ซอกจิน
02 MAY 2022

ผมรู้สึกตกอกตกใจกับนิ้วมือที่แข็งงอของตัวเอง ผมรีบกำมือและคลายออก อาจจะไม่ล้มเหลว… ผมวนกลับไปกลับมาหลายรอบและผมกลัวทุก ๆ ครั้ง ผมค่อย ๆ สูดลมหายใจพลางนึกถึงสถานการณ์ของยุนกิ ในตอนนี้ ยุนกิน่าจะกำลังเมาเหล้าอย่างหนัก มือ 1 ข้างกดเปิดปิดไฟแช็กส่งเสียงดังกอกแกก ส่วนมืออีกข้างก็กำลังกำโทรศัพท์มือถือ หรือไม่ก็น่าจะกำลังนอนเอกเขนกบนโซฟาพลางคิดหาเหตุผลที่ตัวเองควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไป และคิดกลับไปกลับมาหาเหตุผลที่อยากจะตาย

ยุนกิเขามองโลกใบนี้และตัวของเขาเองด้วยมุมมองแบบไหนกันนะ ผมเผชิญกับคำถามนี้ทุกครั้งที่ตั้งใจจะช่วยยุนกิ สำหรับตัวผมนั้นไม่เข้าใจความรู้สึกที่จะทำลายตัวเองด้วยตัวของตัวเองเลย ไม่ได้หมายความว่าผมรู้สึกยินดีที่มีชีวิตอยู่หรือสนุกไปวัน ๆ หรอกนะ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือความตายหรืออะไรอื่น ๆ ผมก็ไม่ได้หลงไหลอะไรในสิ่งเหล่านี้เลย ผมไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำว่าความจริงแล้วตัวเองใช้ชีวิตไร้สีสันเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อไร

ถ้าให้นึกย้อนกลับไป ผมรู้สึกว่าในตอนที่เรื่องราวเหล่านี้เริ่มขึ้นก็เป็นแบบนั้นแหละ ถ้าล้มเหลวหลาย ๆ ครั้งจะสามารถแก้ไขผิดให้เป็นถูกและช่วยทุกคนได้จริงมั้ย แม้แต่การคาดคะเนน้ำหนักของคำถามนี้ผมยังทำไม่ได้เลย สิ่งสำคัญเลยก็คือผมอยากจะช่วยเพื่อน ๆ ไม่ควรมีใครที่จะต้องตาย, สิ้นหวัง, ถูกจับกุม และถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม   ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคือเพื่อนของผม…พวกเขาอาจจะมีจุดด้อยเยอะ บาดแผลเองก็ด้วย หรืออาจจะทำตัวอันตพาลบ้าง ขวางโลกบ้าง มองจากคนนอกแล้วไร้ตัวตนบ้าง แต่พวกผมเองก็มีชีวิต มีลมหายใจ มีวันที่จะต้องมีชีวิต มีแผนการที่จะต้องทำ มีความฝันที่จะต้องเติมเต็ม

ในตอนแรกผมคิดอะไรง่าย ๆ ผมคิดว่าแค่รู้ว่าควรที่จะไปช่วยใคร ควรจะเข้าไปช่วยในสถานการณ์ไหน  รู้แค่นี้แล้วคำถามต่อไปก็คือจะต้องใช้ความพยายามแค่ไหน… ผมเชื่อว่าแค่กล่อมอีกฝ่ายให้ได้ แค่เปลี่ยนสถานการณ์ ทำแค่นี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว ความคิดของผมมันก็ง่าย ๆ ซื่อ ๆ แบบนี้แหละ แต่ทว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่ได้ต่างไปจากการหลีกเลี่ยงชั่วคราวเลย เมื่อล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าผมถึงได้เข้าใจในที่สุดว่าการช่วยเหลือคนน่ะ มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

ในกรณีของยุนกิ มันไม่ใช่กรณีธรรมดาทั่วไป หรือพูดในอีกแง่ก็คือว่ากรณีของยุนกินั้นยากที่สุดในบรรดาคนทั้ง 6… ในตอนที่ยุนกิวางแผนที่จะฆ่าตัวตาย วันเวลามันเปลี่ยนบ้างล่ะ สถานที่เปลี่ยนบ้างล่ะ มันแตกต่างไปจากปัญหาของคนอื่น ๆ เพราะเมื่อผมสรุปว่าถูกต้องแล้วในครั้งนี้ แต่ครั้งถัดไปดันกลายเป็นว่าเรื่องราวกลับเอนเอียงไปในทางตรงกันข้ามที่ผมคาดไม่ถึง

ในตอนแรกผมไม่รู้เหตุผลเหล่านั้นเอาซะเลย ในระหว่างที่ผมล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าผมก็คาดเดาเอามั่ว ๆ ว่าปัญหาของยุนกิมันน่าจะเป็นเรื่องที่เขามีความขัดแย้งในตัวเอง อย่างกรณีของนัมจุน เรื่องที่เข้าไปพัวพันกับการทะเลาะเบาะแว้ง ปัญหามันเกิดก็เพราะเหล่าลูกค้าไร้มารยาทที่ปรากฎตัวขึ้นตรงปั้มน้ำมัน กรณีของโฮซอกที่ตกลงมาจากบันไดก็เพราะว่ามองผิด เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเป็นแม่ของตัวเอง แต่ว่ากรณีของยุนกินั้นแตกต่างออกไป ไม่มีคู่กรณี ไม่มีสถานการณ์อะไรทั้งนั้น ตัวแปรทั้งหมดทั้งมวลก็คือจิตใจของตัวยุนกิเอง

ผมพยายามที่จะคาดเดาถึงจิตใจของยุนกิ มีบางครั้งที่ผมแอบตามยุนกิอย่างลับ ๆ การเดินของเขานั่นน่ากลัวมากและคาดไม่ถึง มีทั้งเดินแบบไร้จุดหมายในตัวเมือง หรือบางครั้งเขาก็กระโจนเข้าใส่ไฟโดยที่ไม่คิดอะไรเลย หรือบางครั้งเขาก็ไปนั่งจุ้มปุกฟังเพลงที่ดังออกมาจากที่ไหนสักแห่งในย่านการค้าใต้ดิน เมื่อผมได้ลองติดตามยุนกิ ก็ทำให้ผมคิดได้เลยว่าชีวิตช่างเหือดแห้งและเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาตัวเล็ก ๆ ไม่ใช่ว่าผมอิจฉานะ ความทุกข์ทรมานของยุนกิอันมากโขนี้มันน่าจะเป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถจินตนาการได้เลย ถ้าถามผมว่าสิ่งที่ผมสามารถทำได้คืออะไร ผมก็ตอบได้เพียงว่าคอยเฝ้ามองยุนกิที่ก้าวเดินอย่างไร้จุดหมาย… แค่นั้น…

ล้มเหลว… และล้มเหลวต่อไป…ก่อนที่ความสิ้นหวังจะหายไปความผิดหวังก็เข้ามาเยี่ยมเยือน ผมคิดว่าบางทีอาจจะไม่สามารถช่วยยุนกิได้ ต่อให้ผมพยายามมากแค่ไหนก็ไม่อาจพบหนทางที่จะช่วยเขาได้เลย และความหวังก็ปรากฎขึ้นมาในตอนนั้นเอง ใครสักคนเคยพูดเอาไว้ว่า ‘ความหวังเปรียบดังปักษา’ ใช่ไหม… สิ่งนั้นมันเป็นนกตัวเล็ก ๆ มีปีกล่ะ

นก 1 ตัวบินเข้ามาที่ห้องทำงานของยุนกิ ห้องทำงานของยุนกินั้นเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ตรงกลางเขตพื้นที่ที่กลับมาพัฒนาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้นานมากมีคำสั่งให้เพิกถอนแต่ทว่าความจริงแล้วไม่มีการพัฒนาคืบหน้าอะไรต่อเป็นสถานที่ที่ถูกทิ้งรกร้างทั้งหมด นกบินเข้ามาข้างในผ่านช่องแตกของหน้าต่าง ในตอนนั้น ยุนกิยืนถือไฟแช็กอยู่ตรงกลางห้องทำงาน รอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นของน้ำมันเบนซิน ผมยืนอยู่ด้านนอกประตู ก่อนหน้าที่ผมจะกระโจนเข้าไปข้างในเพียงแค่เสี่ยววินาที รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอะไรสักอย่างพุ่งชน ผมได้ยินเสียงผึบผับของการขยับปีก ผมแอบมองเข้าไปข้างในผ่านประตูที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง ยุนกิยืนหันหลังให้ผม เขาไม่รู้สึกตัวว่าผมอยู่ที่นี่

เจ้านกตกลงที่พื้นราวกับตกลงจากที่สูง มันพยายามขยับปีกอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถบินขึ้นได้สักครั้ง ยุนกิยืนราวกับคนที่ถูกแช่แข็ง เขามองลงไปยังเจ้านก ผมไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของยุนกิที่ยืนหันหลังให้ได้ เจ้านกควานหาทางที่จะออกไปข้างนอกโดยการวนไปมาภายในห้องทำงาน ปีกของมันชนเข้ากับกำแพงและเก้าอี้ ปีกอันไร้ความหวังถูลากไปกับพื้น ยุนกิทำเพียงแค่มองดูเจ้านกตัวนั้น มือที่กุมไฟแช็กค้างอยู่บนอากาศ แต่สุดท้ายเขาก็ลดมือลง ทรุดตัวลงนั่งและกุมศีรษะ

เย็นวันนั้นผมลองเข้าไปในห้องทำงานของยุนกิ ความว่างเปล่าอันกว้างขวางนี่ก็ว่างเปล่าเสียจริง ทั้งหมดมีเพียงแค่โซฟาเก่า ๆ สกปรก ๆ และเก้าอี้, แล้วก็… เปียโน… ดูเหมือนจะตั้งใจจะจุดไฟที่พื้นเพราะมีกระดาษยับยู่ยี่กระจัดกระจายเต็มไปหมด มีที่เหมือนจะเป็นโน๊ตเพลงด้วย ไม่รู้ว่ามีเนื้อเพลงด้วยหรือเปล่าแต่เห็นว่ามีตัวอักษรเขียนไว้

ผมมองไปรอบ ๆ พยายามมองหาสิ่งมีชีวิตที่มีปีก และผมก็พบเจ้านกหมอบคู้อยู่หลังเปียโน เลือดติดเหนียวเกรอะกรังตามปีกที่มีแผล เหมือนเจ้านกจะหวาดกลัวก็เลยหลบซ่อนตัว เมื่อผมเข้าไปใกล้เจ้านกก็หดตัวอีกครั้ง หยดเลือดเล็ก ๆ หยดลงตามพื้น ผมเจอขนมปังป่นและน้ำที่ด้านหน้าเปียโน

ผมถอยหลังและลุกขึ้นยืน ต่อให้นายออกไปนอกหน้าต่างได้ นายก็ยังบินไม่ได้อยู่ดีไม่ใช่หรือไง กว่าแผลที่ปีกจะหายดีจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกันนะ ระหว่างที่เจ้านกอยู่ที่นี่ยุนกิจะปลอดภัยใช่ไหม ผมคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ที่ยุนกิล้มเลิกความตั้งใจก็เพราะเจ้านกตัวนี้ เจ้านกน้องที่มีบาดแผล ชีวิตที่อ่อนแอ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือหรือปกป้องตัวเองด้วยพละกำลังของตัวเองได้ สิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วที่ฝากฝังชีวิตของตัวเองไว้กับการตัดสินใจของยุนกิ

หลังจากวันนั้น ความคิดเหล่านี้ก็ลอยผุดขึ้นมา ถ้าตัวแปรทั้งหมดที่เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของยุนกิคือปัญหาภายในตัวของยุนกิเองแล้วล่ะก็ ผมน่าจะต้องดึงปัญหา 1 ในนั้นออกมา ถ้าจะทำอย่างนั้น ผมก็ต้องสร้างคู่กรณี ต้องสร้างสถานการณ์ให้เขา ต้องเป็นตัวแปรที่จะเป็นเหตุผลทำให้ยุนกิหยุดยั้งตัวเอง คนที่จะแบ่งปันบาดแผลและความยากลำบากของยุนกิ ซึ่งคนนั้นไม่ใช่ผม… “คนเดียวมันยากไม่ใช่เหรอ” ผมรับรู้ไปทั้งร่างกายเลยว่านี่คือความหมายทั้งหมดของประโยคที่ผมได้ยินเมื่อไม่นานมานี้

ผมมารู้สึกตัวว่าจองกุกมีสายตาที่เหมือน ๆ กับยุนกิก็ตอนที่ได้ยินคำพูดของนัมจุน “จองกุกยังคงเก็บภาพนั้นอยู่นะครับ” มันเป็นภาพที่ถ่ายตอนที่ไปทะเลด้วยกันสมัยเรียน ม.ปลาย นัมจุนต้องการจะบอกผมว่าจองกุกยังคงไม่ลืมผม แต่ผมดันนึกถึงเหตุการณ์อื่น

วันที่เราไปดูโขดหินที่จะทำให้ความฝันของเราเป็นจริง พวกเราทั้งหัวเราะ พร่ำบ่น และหยอกล้อกันภายใต้แสงแดดจ้าราวกับต้องการจะให้พวกเรานั้นไหม้ก็ไม่ปาน ส่วนโขดหินที่เราจะไปดูนั้นมันก็ถูกทำลายไปหมดจนไม่เหลืออะไรแล้ว นั่นทำให้พวกเรานิ่งค้างไปตาม ๆ กัน มันเป็นวันที่ผมหันหน้าเข้าหาทะเลและตะโกนความฝันออกไปด้วยเสียงที่แม้แต่ตัวเองก็ยังมิอาจได้ยิน

ในตอนนั้น ผมเห็นจองกุกตะโกนไปหายุนกิ เหมือนต้องการจะถามอะไรสักอย่าง ผมไม่ได้ยินหรอกนะว่าเขาตะโกนอะไร แต่ผมว่าผมเข้าใจ สิ่งที่เขาตะโกนมันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับจองกุก ทำไมจองกุกถึงถามเรื่องนั้นกับยุนกิ ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไร ยุนกิน่ะไม่ได้สดใสเหมือนโฮซอก ไม่ได้เป็นผู้รับฟังเหมือนจีมิน ไม่ได้เป็นผู้ที่พึ่งพาได้เหมือนนัมจุน แต่ว่า ทำไมจองกุกถึงเลือกยุนกิล่ะ ในที่สุดผมก็เข้าใจขึ้นมา ก็คนที่ช่วยจองกุกก็คือยุนกิ ทั้ง 2 คนนั้นมีสายตาที่เหมือน ๆ กัน

การที่จะให้จองกุกไปหายุนกินั้นไม่ยาก เพราะว่าจองกุกน่ะ ไม่ว่าจะที่โรงเรียนหรือที่บ้าน เขาก็ตัวคนเดียว เมื่อเลิกเรียนเขาก็ไม่มีที่จะไปแล้ว บางทีก็ไปร้านของโฮซอก บางทีก็ไปใกล้ ๆ กับคอนเทนเนอร์ของนัมจุน ผมล็อคกุญแจตู้คอนเทนเนอร์ จากนั้นก็จัดสรรค์เวลาให้มันตรงกับช่วงที่จองกุกจะไปร้านโฮซอกให้โฮซอกไม่อยู่ ณ ที่ตรงนั้น จองกุกเดินโต๋เต๋สักพักแต่สุดท้ายแล้วเขาก็มุ่งไปยังห้องทำงานของยุนกิ ใบหน้าของเขาดูผสมปนเป จะเข้าไปดีไหมนะ? พี่เขาจะคิดว่าฉันไปรบกวนไหม? ทั้งความคาดหวังและความกังวลฉายขึ้นบนใบหน้าของจองกุก นับตั้งแต่วันนั้น จองกุกก็ไปหายุนกิทุกวัน แต่ยุนกิกลับมีสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์ เขาบอกจองกุกว่ามันรบกวนและไล่ให้จองกุกกลับ แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะไล่หรอก

จู่ ๆ เงาเงาหนึ่งก็ปรากฎขึ้น เป็นเงาของจองกุกนั่นเอง ผมซ่อนตัวด้วยการจมตัวเองอยู่กับเบาะรถ บรรดาน้อง ๆ ยังไม่รู้เรื่องที่ผมกลับมา มีเพียงแค่นัมจุนที่อยู่ปั้มน้ำมันเท่านั้นที่รู้ว่าผมกลับมาแล้ว นัมจุนบอกกับผมว่าทุกคนจะต้องดีใจแน่ ๆ แต่ว่าทุก ๆ ครั้งที่ผมถูกชวนให้ไปเจอกับน้อง ๆ ผมจะปฏิเสธเสมอ ผมรอช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเจอกัน พวกเราจะต้องเฝ้ารอช่วงเวลาที่จะได้พบกันพร้อมหน้าอีกครั้ง

บางทีพวกผมอาจจะถูกผูกเข้าด้วยกันด้วยเชือกอันแข็งแกร่งที่มองไม่เห็น คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากจะให้อธิบายโครงสร้างของเชือกที่ผูกพวกเราอยู่ดูท่าว่าจะไม่สามารถอธิบายได้โดยง่าย มันเป็นเหมือนกันเขาวงกตที่วนวนพัวพันอย่างละเอียดอ่อน ถ้าสามารถแก้ปมจุดจุดหนึ่งได้ จุดอื่นก็จะถูกแก้เหมือนกัน ในตอนที่ใช้แรงดึงปมนั้น หากดึงแรงจนเกินไปทั้งหมดทั้งมวลมันก็จะพันกันยุ่งเหยิงทันที ในระหว่างที่ผมกำลังเฝ้ามองน้อง ๆ อยู่นั้นผมก็ต้องคอยลากเส้นต่อจุดให้พวกน้อง ๆ ไปช่วยเหลือกันและกันโดยที่พวกเขาเองก็ไม่รู้ตัว

ตอนนี้จองกุกหยุดยืนอยู่หน้าห้องทำงานของยุนกิ เขามองขึ้นไปยังชั้น 2 ใบหน้าของเขาไม่สดใสเอาซะเลย ในช่วง 10 วันนี้ได้ผ่านช่วงเวลายากลำบากและทุกข์ทรมานของยุนกิแล้ว เขาดื่มเหล้าราวกับอาบและทุกข์ทรมานกับตนเอง ผมตามติดจองกุกในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ความสับสนและความขมขื่นของยุนกินั้นหนักหน่วงที่แม้แต่จองกุกยังรับมือยาก มีช่วงหนึ่งที่จองกุกเลิกคาดหวังกับยุนกิ ในตอนนั้นยุนกิเหวี่ยงตัวเองเข้ากองเพลิง ความจริงอันโหดร้ายก็คือยุนกิดันไม่ตาย ส่วนจองกุกก็เอาแต่โทษตัวเองที่ว่าไม่สามารถหยุดยั้งยุนกิได้

จองกุกเข้าไปในห้องทำงานของยุนกิมากกว่า 10 นาทีแล้ว เมื่อผมคิดว่าผมได้ยินเสียงอะไรสักอย่างแตกดังลอดออกมาจากหน้าต่างชั้น 2 ผมก็เห็นยุนกิปากแตกเดินออกมา ยุนกิที่เดินออกไปตรงทางเข้าตึก เขาเดินตัดลงทางลาดด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ผมเงยหน้ามองดูชั้น 2 ในตอนนี้จองกุกจะต้องนั่งอยู่ข้าง ๆ กระจกที่แตกเป็นแน่ เขาจะต้องคิดแน่นอนว่าเขาไม่มีคุณค่ามากพอที่จะสามารถช่วยยุนกิได้ คิดว่าเขาน่าจะรู้สึกว่าไร้ความหวังแล้ว

ผมมองดูจองกุกที่พรวดพราดออกจากตัวตึก และขับรถตาม ในตอนนี้ ยุนกิน่าจะมุ่งหน้าไปยังโมเทลที่อยู่ด้านล่าง One Block พอมาถึงจุดนี้ สิ่งที่ผมควรทำทั้งหมดก็คือจะต้องทำให้จองกุกเจอกับโมเทลที่ยุนกิเข้าไป และนี่คือทั้งหมดที่ผมสามารถทำได้ ผมเข้าไปใกล้ประตูทางเข้าของโมเทลและทิ้งทิชชูเปื้อนเลือดไว้

จากที่นั่งในรถ ผมจ้องมองจองกุกที่วิ่งขึ้นบันไดของโมเทล วันนี้ตอนช่วงเช้ามืดผมไปที่ห้องทำงานของยุนกิ เอาภาพ 1 ใบไปวางไว้หน้ากระจก ภาพ 1 ใบนั้นมันเป็นภาพถ่ายสมัย ม.ปลาย ตอนที่ทุกคนไปทะเลด้วยกัน ผมไม่รู้ว่าจองกุกจะเห็นภาพนั้นไหม ผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจองกุกเห็นภาพนั้นก็เลยตามยุนกิไป หรือเขาตัดสินใจแล้วว่าต่อให้มีความหวังเพียงน้อยนิดก็ต้องลองทำดู หรือมีอะไรอย่างอื่นไปกระตุ้นจองกุก…

จองกุกจะช่วยยุนกิอย่างไร จะเกลี้ยงกล่อมด้วยถ้อยคำแบบไหน สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนที่ผมไม่รู้ มันเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายที่ห้ามกระพริบตากันเลยทีเดียว เริ่มจากจองกุกและยุนกิ จากนั้นก็เพื่อน ๆ ทุกคน ในช่วงเวลาสุดท้ายที่ใกล้จะจบจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคนที่แม้แต่ใครก็เข้าไปแทรกแซงไม่ได้ เพราะงั้นจะสามารถช่วยเหลือได้ก็มีเพียงเฉพาะแค่คนที่สามารถมองอีกคนราวกับกำลังมองตัวเอง เข้าใจบาดแผลที่มีเหมือนกัน เข้าใจความฝันหรือความกังวลใจที่มีเหมือนกันทั้งคู่ และเข้าใจถึงความขลาดกลัว…

ผมเงยหน้ามองหน้าต่างโมเทล ตอนนี้ทั้งจองกุกและยุนกิจะคุยอะไรกันอยู่นะ ผมอธิฐานด้วยความรู้สึกเที่ยงแท้ ผมหวังว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตที่มีปีกนั่นจะบินออกมาจากที่ตรงนั่นและมุ่งสู้ท้องฟ้า

กลับสารบัญ


NEXT : สิ่งมีชีวิตติดปีก*
จากหนังสือ “ความหวังเปรียบดังปักษา (Hope is the Thing with Feathers)”
เขียนโดย : Emily Dickinson
ยุนกิ
02 MAY 2022

Translate by : INFINITA & INFINITA v.2 Admin
Book : 花様年華 The Notes 1 Japanese version

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s