[แปลไทย] นิยาย 花様年華 (THE NOTES) – ฉันต้องมีชีวิตรอด นัมจุน 17 DEC 2021

Do not copy, Re-Upload Please give my PAGE full credit
——————————————–
นัมจุน
17 DEC 2021

เท้าที่เร่งก้าวเดินนั้นผ่อนช้าลงจนหยุดนิ่ง ฝั่งที่มีแสงไฟสว่างไสวของตัวเมืองชนบทที่ไม่มีแม้แต่รถบัสผ่านนั้นพร่ามัวไปด้วยหิมะสีขาวที่ตกลงมาในยามค่ำคืน ส่งให้หมู่บ้านสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ เหล่าแมกไม้ยืนต้นราวกับปีศาจยักษ์ใหญ่สีขาวแต่ทุกครั้งที่มีลมพัดมาก็โยกไหวไปตามแรงนั้น ต่อให้ไม่ต้องหันกลับไปมองผมก็พอจะเข้าใจ การเดินตัดผ่านหมู่บ้านนี้มีเพียงรอยเท้าของผมเท่านั้น และด้วยความที่พื้นรองเท้าสนีกเกอร์มันขาดยับเยินไปหมดแล้วทำให้เท้าของผมสั่นหนักเพราะความเหน็บหนาว การที่พระเจ้าทำให้พวกเราเปลี่ยวเหงาเฉกเช่นนี้ นั่นก็เพราะว่าพระองค์ต้องการให้เราเข้าสู่ความเป็นตัวเอง (เดเมี่ยน) ผมเคยได้ยินคำพูดนี้นะ ถ้าจะพูดว่ามันหนักหน่วงไปไหม ก็ไม่ใช่… สิ่งนี้มันไม่ใช่เส้นทางที่จะนำพาผมไปพบกับตัวเองเลย หากแต่มันเป็นเส้นทางที่จะนำพาผมให้หนีจากตัวเองต่างหาก

การที่ครอบครัวของผมมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ได้นั้น มันเกิดขึ้นเมื่อตอนฤดูใบไม้ร่วง ในระหว่างที่พวกเราโยกย้ายไปเมืองนั้นเมืองนี้ สิ่งของของพวกเราก็ลดน้อยลงด้วย จนตอนนี้เหลือเพียงแค่รถบรรทุกเล็กๆ 1 คัน กลายเป็นว่าเราไปได้ทุกที่ พวกเราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่มีเงื่อนไขในการเลือกที่อยู่จุกจิกขนาดนั้น มีเพียงแค่ 1 หรือ 2 เงื่อนไขพวกเราก็ย้ายเลย เงื่อนไขแรกคือด้านอาการป่วยของพ่อ เงื่อนไขที่ 2 ก็คือสถานที่ทำงานที่จะรับคนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมปลายอย่างผม

และก็ต้องขอโทษด้วยที่เนื่องจากเงื่อนไขเหล่านั้นทำให้เราย้ายมาอยู่ที่นี่ รถบัสที่จะมีวันละ 2 ครั้งเคลื่อนผ่านโรงพยาบาลละแวกบ้าน… ที่ด้านหลังของหมู่บ้านจะมีร้านอาหารตั้งเรียงรายตามแนวแม่น้ำ ได้ยินมาว่าร้านค้าแถวนี้มีตั้งแต่ทำซุปจากปลาที่หาได้แถว ๆ แม่น้ำ ทำเท็มปุระบ้างล่ะ ซึ่งร้านพวกนี้จะยุ่งมากในช่วงฤดูร้อน คนที่อยู่ใกล้ ๆ กับตัวเมืองออกมาเล่นน้ำค่อนข้างมากทีเดียว และการสั่งซื้อข้าวกล่องจากหมู่บ้านใกล้ ๆ ตีนเขาที่อยู่ภายในเขตบริการส่งข้าวกล่องก็มีเข้ามาเยอะเอาการ ในช่วงฤดูหนาวที่แม่น้ำถูกแช่แข็งนั้นก็จะมีปลาซึ่งจับเอาไว้เมื่อตอนฤดูร้อนมาขาย ซึ่งข้าวกล่องนั้นก็ขายดิบขายดีไม่แพ้ฤดูร้อนเลยทีเดียว และงานส่งข้าวกล่องนี่แหละที่ผมพอจะทำได้

และแน่นอนครับ ที่นี่ยังคงมีเรื่องของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันอยู่ เกษตกรส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มั่งคั่งอะไรมากนัก งานส่งข้าวกล่องเป็นเพียงงานเดียวที่วัยรุ่นของหมู่บ้านนี้พอจะทำได้ และบรรดาเจ้าของร้านก็ให้พวกเราชิงดีชิงเด่นกัน “งานส่งข้าวกล่องร้านกู กูจะใช้เด็กที่เข้าตากูเท่านั้น” เรื่องที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเรื่องที่ไม่มีใบอนุญาตไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย วัยรุ่นรุ่นเดียวกับผมที่ทำงานพิเศษส่งข้าวกล่องมาตั้งแต่แรกนั้นทำเหมือนกับเด็กคนอื่นเป็นคนนอกคนไกลคนไม่เข้าพวก ก็จะมีอยู่ประมาณ 2~3 คนนั่นแหละครับ ผมลืมแล้วว่าผมไปจำมาจากที่ไหนนะ แต่ในตอนที่ผมเพิ่งเข้ามาทำงานนี้ ผมถูกรับน้องด้วยการเรียกไปและข่มขู่ล่ะ

พอวันหยุดฤดูหนาวมาถึง การชิงดีชิงเด่นก็ยิ่งทวีรุนแรงขึ้น ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครมาไหว้วานอะไรพวกเรา แต่พวกเราจะต้องวิ่งหางานอื่น ๆ ให้ตัวเองได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บขยะให้กับเจ้าของร้าน ซึ่งท่าทีเมินเฉยของเจ้าของร้านยิ่งเป็นตัวกระตุ้นพวกเรา แต่สิ่งที่ตลกเลยก็คือ ยิ่งพวกเขาทำท่าที หรือปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเท่าไร สายสัมพันธ์แปลก ๆ ก็ยิ่งก่อกำเนิดขึ้น… การชิงดีชิงเด่นกันมันก็ยังมีอยู่แต่ท่ามกลางสถานการณ์เหล่านั้น พวกเรากลับยิ่งเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น ถ้าพวกเราไม่เห็นใครสักคน ก็จะเริ่มรู้สึกแปลกพิกลขึ้นมา… สิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาในห้องเรียนที่เป็นโกดังสมัยมัธยมปลาย เมื่อไรก็ตามที่ผมคิดขึ้นมาว่ามีมนุษย์สไตล์พี่ชายแบบยุนกิจริง ๆ แล้วล่ะก็ ที่ไหนสักที่ก็ต้องมนุษย์แบบจีมินเช่นกัน ผมคิดเรื่องอะไรแบบนี้บ่อยนะ ถ้าหากว่าผมพบเจอเพื่อนที่โรงเรียน ณ ชนบทแห่งนี้แล้วล่ะก็ พวกเราจะชิงดีชิงเด่นกัน อยากแต่จะเอาชนะแล้วขึ้นเป็นหัวโจกหรือเปล่านะ… และในทางกลับกัน ถ้าหากผมเจอเด็ก ๆ จากชนบทแห่งนี้ที่โรงเรียนแล้วล่ะก็ เราจะสามารถเป็นเพื่อนกันได้หรือเปล่านะ…

ในช่วงที่หิมะตกหนัก ๆ จะเป็นช่วงที่การชิงดีชิงเด่นและการถูกแบนออกจากกลุ่มเพื่อน, ความรู้สึกที่เหมือนรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างแปลกพิกลแสดงออกมาให้เห็นได้ชัดมากที่สุด แป๊ปเดียวความรุนแรงของการชิงดีชิงเด่นก็ถูกทำให้สงบลงอย่างรวดเร็ว การที่เราจะไปยังหมู่บ้านที่อยู่บริเวณพื้นที่ให้บริการได้นั้น จะต้องขับสกู๊ดเตอร์ไปเท่านั้น แต่ทว่าถ้าหากเป็นมอเตอร์ไซต์ที่มีน้ำหนักเบาแล้วล่ะก็ จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งในยามที่ต้องไปถนนบนเนินเขาที่มีหิมะตก ในตอนที่เราออกไปส่งข้าวกล่องนั้นเราใช้สกู๊ดเตอร์ กว่าจะถึงหมู่บ้านที่ให้บริการการจัดส่งข้าวกล่องก็ต้องผ่านทางลาดมีเลี้ยววกวน เพราะสถานที่ตรงนั้นเราไม่สามารถเดินขึ้นไปได้

ในตอนท้าย มันเป็นการชิงดีชิงเด่นระหว่างผมกับ “แทฮยอง”… “แทฮยอง” เป็นน้องผม 2 ปี เขาอาศัยอยู่จุดที่ใกล้กับเส้นแบ่งเขตของสวนผลไม้ ซึ่งอยู่บริเวณชายขอบของหมู่บ้าน… “แทฮยอง” ไม่ใช่ชื่อนะครับ เพราะเด็กคนนั้นชื่อจองชิค หรือไม่ก็จองฮุนซักอย่าง แต่ทว่า ทุกครั้งที่เจอหมอนี่ผมก็จะนึกถึงเรื่องของ “แทฮยอง”… เขาไม่ใช่เด็กที่จะหัวเราะออกมาโง่ ๆ หรือเด็กที่มองคนในแง่ดีอภัยให้หมดทุกคน ถ้าถามว่าเขาเป็นแบบไหนล่ะก็ พูดง่าย ๆ คือเป็นพวกที่หันคมมีดเข้าหาโลก เป็นคนที่พร้อมจะจุดไฟแห่งความโกรธแค้นให้มันแผดเผา… สำหรับพฤติกรรมแบบนี้ของ “แทฮยอง” มันทำให้ผมคิดว่าเด็กนี่คล้ายพี่ยุนกิ แต่ทำไมถึงคิดว่าคล้ายกับ “แทฮยอง” กันนะ…

นาย “แทฮยอง” และตัวผมนั้น พวกเราคือเด็ก 2 คนที่ยากจนจนต้องไปส่งข้าวกล่องในเขตพื้นที่บริการโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยอะไรเลย ในตอนนั้นเองก็เช่นกัน ตอนที่มีโทรศัพท์ส่งซื้อเข้ามาภายในร้าน ผมที่เดินเดร็ดเตร่อยู่ใกล้ ๆ แม่น้ำ ในตอนบ่ายนั้นเห็นมีพยากรณ์ว่าจะมีหิมะตกหนัก และรอบข้างผมนั้นก็ไม่มีใครอยู่เลย… ในตอนที่ “แทฮยอง” ปรากฏตัวมาก็หลังจากนั้นไม่นาน ครั้งนี้มันแตกต่างไปกว่าทุกครั้ง “แทฮยอง” ที่เมื่อก่อนจะเดินเข้ามาในร้านแล้วพูดจาเรื่อยเปื่อยแต่วันนี้กลับเข้าไปนั่งจมปุกอยู่มุมร้านแล้วก็นิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น มันมีวันแบบนี้ด้วยสินะ วันที่บนใบหน้าของ “แทฮยอง” มีบาดแผล… วันที่ดวงตาของเขาแดงก่ำและชายเสื้อก็มีเลือดติด… เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ ถูกใครต่อยมาหว่า… แต่ผมก็ไม่ได้ถามอะไรเขาไป

ในตอนที่หิมะตกนั้นเป็นตอนที่กำลังรออาหารอยู่ พอผมคิดว่ามีอะไรเย็น ๆ มาสัมผัสที่ต้นคอด้านหลังรู้อีกทีคือเป็นหิมะนั่นเอง “ออกไปส่งข้าวได้มั้ย?” เจ้าของร้านหันมาถาม “แทฮยอง” ลุกขึ้นยืนทันที ผมเองก็หันหน้าไปหาเจ้าของร้าน “แน่นอนครับ” พวกเรา 2 คนพูดออกมาพร้อม ๆ กัน “เราไม่รู้เลยเนอะว่าท้องฟ้าแบบนั้นหิมะจะตกหนักแค่ไหน” ใครสักคนในร้านพูดขึ้น “ตอนนี้มันเพิ่งตก ถ้ารีบออกไปตั้งแต่ตอนนี้ก็ยังไม่เป็นไรครับ” เจ้าของร้านแสดงสีหน้าราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างเมื่อได้ยินคำตอบของผม เขาจ้องผมเขม็ง “แต่ว่านายยังไม่ชิบกับสกู๊ตเตอร์นินา” ทันใดนั้น “แทฮยอง” ก็ขยับเข้ามาใกล้ พลางบอกกับเจ้าของร้านว่า ‘ผมไปบ่อยจนชินแล้วครับ’ พอเจ้าของร้านเห็นหน้า “แทฮยอง” เขาก็เดาะลิ้น “นายไม่ได้หรอก กลับบ้านไปไป๊!” ผมไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป จึงพูดกับเจ้าของร้านไปว่า ใคร ๆ ก็ต้องมีครั้งแรกกันไม่ใช่เหรอครับ และเนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกที่ผมจะออกไปส่งข้าวกล่องท่ามกลางหิมะตกแบบนี้ อีกอย่างเรื่องความระมัดระวัง ผมเองก็มีมากพอไม่แพ้ใครหน้าไหนไม่ใช่เหรอ และเจ้าของร้านก็ได้ตอบกลับผมว่า “เข้ามา! มีออเดอร์สั่งข้าวกล่องเข้ามาเยอะจะต้องขับรถไปกลับหลายรอบ ยังไงก็ระมัดระวังด้วยแล้วกัน”

หลังจากที่ผมเข้าไปในร้านผมก็รู้สึกว่ามีสายตาของ “แทฮยอง” จ้องมองจากข้างหลังอยู่ตลอดเวลา  แม้แต่ในตอนที่ห่อข้าวกล่องแล้วกำลังเอาลงในกล่องขนส่ง “แทฮยอง” ก็มาเดิน ๆ วนอยู่ข้าง ๆ เป็นเรื่องที่แปลกพิกลมาก… “แทฮยอง” เป็นคนที่มีศักดิ์ศรีสูงมาก ไม่ยอมอะไรง่าย ๆ พอผมหันกลับไปมองในฉบับพลัน “แทฮยอง” ก็เคลื่อนเข้ามาใกล้คล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเขาก็กลับไปที่เดิม เจ้าของร้านบ่นเกี่ยวกับการขับรถบนถนนที่มีหิมะทับถม ผมก็ฟังส่ง ๆ ไป แต่ก็พยักอยู่ตลอดนะ พร้อมทั้งพูดว่า ‘เข้าใจครับ’ ในตอนที่ผมขึ้นขับสกู๊ตเตอร์ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีสมาธิ การคาดคำนวณ หรือความตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น

แต่สิ่งที่เกินไปจากการคาดการณ์ของผมก็คือ การที่จะขับรถขึ้นทางลาดที่หิมะตกทับถมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเอาซะเลย หิมะยังไม่ทับถมกันเท่าไรแต่ทว่าผมก็ระมัดระวังในเรื่องของหิมะที่ตกไม่หยุดไม่หย่อนนี้ เจ้าสกู๊ตเตอร์เก่าคร่ำครึส่งเสียงราวกับทุกข์ทรมานยามที่จะต้องปีนขึ้นทางลาด รู้สึกราวกับผมออกแรงตัวเองเพื่อที่จะเข็มสกู๊ตเตอร์ขึ้นไป เหงื่อกาฬไหลย้อยโดยที่ไม่สนใจต่ออากาศหนาวเลย เรี่ยวแรงทั้งหมดถ่ายเทไปทั่วร่างกาย เมื่อเหงื่อเริ่มแห้ง ลำดับต่อมาคือรู้สึกหนักที่หลังและเอว ผมพยายามบอกกับตัวเองว่า ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง จนหลังจากฤดูหนาวเริ่มต้นแล้ว มันเป็นถนนที่ไม่ได้มีปัญหาอะไร อีกทั้งหิมะก็ยังไม่ทับถม ต้องห้ามลื่นเด็ดขาด

การที่ผมไม่สามารถควบคุมสกู๊ตเตอร์และลื่นถไลนั้นมันเป็นตอนขากลับจากการส่งข้าวกล่องรอบที่ 3 มันเป็นความผิดพลาดที่ผมคิดไปว่าตัวผมมีความเชื่อมั่นขึ้นมาสักเล็กน้อยแล้วและถนนที่มีหิมปกคลุมก็ไม่ใช่จุดสลักสำคัญอะไร… นับตั้งแต่ที่หิมะเริ่มตก ตอนนี้เวลาก็ผ่านไปสักระยะแล้ว ไม่มีรถสวนเลนมาเลยแม้แต่น้อย แถมสถานที่ตรงนั้นตรงนี้ก็มีหิมะทับถมเต็มไปหมด แต่ว่า ตรงกลางของถนนยังคงปลอดภัยอยู่ แถมถนนก็ไม่ได้ลาดเอียงมากอะไร แต่ทันใดนั้นเอง ล้อหลังก็เกิดสะบัดขึ้นอันเนื่องมาจากความลื่น ด้วยความตกใจ ผมกำเบรคอย่างแรง ไม่รู้ว่าแรงเกินไปหรือเปล่า แต่ความกังวลเหล่านี้ก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ผมถึงได้รู้ว่าทำไมผมถึงพูดบอกว่า ‘ไม่ได้’ … คำพูดของเจ้าของร้านที่ผมฟังบ้างไม่ฟังบ้างลอยขึ้นมา ดูเหมือนว่าจู่ ๆ สกู๊ตเตอร์ก็ฟื้นความสามารถด้านการควบคุมขึ้นมาได้แต่ผมก็โล่งใจได้ไม่นาน เพราะล้อยังคงลื่นอยู่ ทันใดนั้นเอง ผมก็ถูกเหวี่ยงออกจากถนนส่วนตัวสกู๊ตเตอร์นั้นก็กลิ้งไปตามถนนราวกับจะสะท้อนคืนให้สุดแรง… เจ้าสกู๊ตเตอร์กลิ่งตกถนนไหนหลังจากนั้นก็รู้สึกว่ามันไปชนเข้ากับอะไรสักอย่างเพราะผมได้ยินเสียงดัง ‘โคลม’ ลอยมา

ผมลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลามากมายที่จะมาตรวจดูให้แน่ใจว่าตัวเองเจ็บตรงไหนหรือมีบาดแผลตรงไหนหรือไม่ ผมออกวิ่งไปฝั่งขวามือของถนนที่สกู๊ตเตอร์ล้มอยู่ใต้ต้นไม้ ทั้งตัวรถปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้ใบไม้ พอตั้งรถขึ้นได้ถึงได้เห็นว่ามีรอยบากลึกที่ด้านล่างของตัวรถซึ่งมันมองเห็นได้ชัดมาก ผมลองเสียบกุญแจเข้าไปแล้วไข เครื่องยนต์สตาร์ทไม่ติด เหงื่อไหลหยดย้อยลงมาตามท้ายทอย ทั่วทั้งร่างสั่นราวกับถูกไฟฟ้าช็อต ความรู้สึกกลัวพุ่งขึ้นมา แถมเงินจะจ่ายชดเชยผมเองก็ไม่มี

งั้นลองอีกครั้งแล้วกันผมบิดกุญแจพลางใช้เท้าถีบคันสตาร์ทที่อยู่ติดกับเครื่องยนต์เกิดเสียง ‘ตั๊กๆ’ ขึ้นแต่เครื่องยนต์ก็ดับไปในที่สุดผมสบทออกมาพลางหลับตาแน่นผมหันหลังแล้วเตะลงไปที่พื้นมือที่กำกุญแจสั่นสุดแรงใบหน้าของพ่อแม่และน้องชายลอยเข้ามาในห้วงความคิดผมเงยหน้าขึ้นฟ้าเพื่อที่จะทำให้ตัวเองสงบลงผมคลายมือที่กำแน่นแล้วบิดกุญแจอีกครั้ง

กว่าเครื่องยนต์จะติดได้ก็เป็นตอนที่ผมสตาร์ทไปได้ประมาณ 3-4 ครั้งเจ้าเครื่องส่งเสียงเหมือนกำลังจะพังลงอยู่รอมร่อก่อนที่จะกู้ตัวเองกลับมาได้ผมทิ้งตัวลงนั่งรู้สึกเหมือนจู่ๆเรี่ยวแรงก็เหือดแห้งไปจากร่างกาย… ณจุดที่สายตาของผมมองเห็นนั้นรอยบากใหญ่กระแทกเข้าตาผมผมกระโดดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพลางใช้ปลายรองเท้าสนีกเกอร์ถูไปมาอย่างรุนแรงและเพราะว่ามันเป็นสกู๊ตเตอร์ที่เก่านี่แหละทำให้มันมีรอยถูไถรอยแตกนับไม่ถ้วนผมคิดว่าเจ้าของร้านไม่น่าจะรู้สึกตัวอะไร

พอร่างกายผมเริ่มปรับกลับมาสภาพเดิมความเจ็บปวดที่ข้อเท้าก็เริ่มเล่นงานและในขณะนี้ผมก็ทราบถึงสภาพร่างกายของผมแล้วเรื่องน่ายินดีอยู่อย่างก็คือว่ามันไม่ใช่แผลใหญ่อะไรบริเวณรอบๆด้านบนข้อเท้าซ้ายมีรอยฉีกของบาดแผลถึงขั้นเลือดออกผมคิดว่าคืนนี้ถ้านอนแล้วตื่นขึ้นมาทั้งต้นขาทั้งช่วงเอวก็น่าจะเจ็บตามไปด้วยก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ก็แล้วกัน

“แทฮยอง” จ้องมองผมอย่างเอาใจช่วยในตอนที่ผมจอดสกู๊ตเตอร์แล้วเดินเข้าไปในร้านบางทีเขาน่าจะรู้ตัว… ผมพยายามระมัดระวังรอบด้านทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากนั้นยังเข้าไปคุยกับเจ้าของร้านด้วยเสียงอันดังคุยเรื่อยเปื่อยน่ะและแทบจะทันทีทันใดออเดอร์ส่งข้าวกล่องก็วิ่งเข้ามาอีกครั้งผมต้องออกไปส่งข้าวกล่องอีกทั้งๆที่ร่างกายของผมยังเย็นยะเยือกอยู่เลย

“เอ่อ…” ในขณะที่ผมกำลังตั้งท่าจะมุ่งหน้าไปหาสกู๊ตเตอร์ “แทฮยอง” ก็เข้ามาใกล้ผมแล้วเอ่ยขึ้น… หรือเขาจะสังเกตเห็นรอยบากนั่นแล้วนะ… ผมเลยชิ่งพูดเสียงดังก่อน “อะไรเหรอ?” และในที่สุด “แทฮยอง” ผู้อืดอาดยืดยาดก็ยอมเอ่ยปากพูด “ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้อง”

“ขอร้องเหรอ? อะไรล่ะ?” และเสียงสายเรียกเข้าดังขึ้นก็ตอนนั้นเองผมโบกบัดเรื่องที่ “แทฮยอง” จะพูดหันหลังให้เขาและพบว่าเป็นโทรศัพท์จากแม่… แม่บอกผมว่าเนื่องจากพ่อออกไปข้างนอกคนเดียวแล้วหกล้มทำให้ต้องส่งโรงพยาบาลผมหลับตาแน่นความโมโหระเบิดออกผมเอาแต่กัดฟันรู้สึกถึงอารมณ์ที่จะเป็นบ้าพุ่งขึ้นมาจากท้องน้อยเกล็ดหิมะขนาดใหญ่ปลิวกระทบใบหน้าแม้แต่สภาพอากาศแบบนี้ยังต้องออกไปส่งข้าวกล่องต้องขับรถขึ้นลงทางลาดเพื่อที่จะออมเงินอันน้อยนิดข้อเท้าที่มีแผลก็ปวดรุนแรงขึ้นมาบริเวณต้นขาก็รู้สึกเจ็บๆแสบๆแต่ถึงกระนั้นผมก็ยังเดินออกไปข้างนอกเพื่อที่จะขึ้นขับสกู๊ตเตอร์  แต่ไอ้เงินน้อย ๆ ที่กล่าวถึงนี่แหละคือเงินทั้งหมดที่ผมสามารถออมได้ในวันนี้

ไม่ใช่ว่าผมไม่เข้าใจความรู้สึกของพ่อที่ตั้งใจจะเคลื่อนไหวไปไหนคนเดียวมันเป็นความภาคภูมิใจขั้นต่ำสุดของเขาในฐานะที่เป็นผู้นำครอบครัวมันเป็นหน้าเป็นตาอันสวยงามในฐานะของพ่อแต่ว่าในตอนที่เรากำลังเผชิญหน้ากับความยากจนอยู่อย่างนี้สิ่งที่เป็นควมภาคภูมิใจความสวยงามที่ว่านั่นมันก็คือการสิ้นเปลืองดีๆนี่เองโดยส่วนมากแล้วจะเป็นกรณีของหน้าตาในสังคม, ความภาคภูมิใจ, ความถูกต้อง, มารยาทซึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะเชื่อมโยงไปถึงภาระที่ยิ่งใหญ่และค่าใช้จ่ายมหาศาลเมื่อผมลืมตาขึ้นก็พบว่า “แทฮยอง” กำลังจ้องมองผมอยู่และท้ายที่สุดแล้วผมก็ยื่นกุญแจสกู๊ตเตอร์ให้กับ “แทฮยอง”

พอกลับจากโรงพยาบาล, มันก็หลังช่วงเวลาพลบค่ำแล้วในตอนที่เราลงที่ป้ายรถเมล์ เกล็ดหิมะใหญ่ขึ้น ไม่นานหิมะก็น่าจะตกหนัก รถเมล์เคลื่อนตัวอย่างชักช้าราวกับเต่าคลาน ทั้ง ๆ ที่แค่ไปกลับโรงพยาบาล แต่ดันใช้เวลานานกว่าปกติถึง 2 เท่า ระหว่างทางที่ผมแบกพ่อกลับบ้านนั้น คนทุกคนที่เดินผ่านต่างก็กางร่มกันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครเลยที่จะเข้ามากางร่มให้ผม และนั่นทำให้ศีรษะของผมเปียกแทบจะทันที มือที่ผมอุ้มรองพ่อนั้นเย็นจนไม่สามารถขยับได้

เมื่อเราเคลื่อนตัวผ่านตลิ่งก็เลยหยุดพักใต้ต้นเคยากิ ผมปรับลมหายใจและเมื่อเงยหน้าขึ้นทิวทัศน์ทั้งหมดของหมู่บ้านก็วิ่งเข้าสู่สายตาของผม หมู่บ้านถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ นั่นทำให้มันแลดูนิ่งและสงบ ตรงจุดนั้นจุดนี้ต่างก็มีแสดงสีเหลืองส่องสว่างออกมาจากทางหน้าต่างของบ้าน ท้องรู้สึกหิวโหยเพราะกลิ่นของข้าว, กลิ่นของจิเกะ… เมื่อพวกเราข้ามสะพานไป และเข้าสู่ตรอกเล็ก ๆ หมาของบ้านที่อยู่ตรงหน้าก็ส่งเสียงเห่าออกมา ทั้ง ๆ ที่ผมเองก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ และตอนนี้ก็อยู่มาหลายเดือนแล้วด้วย แต่ทุก ๆ ครั้งที่เจ้าหมามองผม มันจะเห่าผมทุกครั้งไป เมื่อผมเปิดประตูและก้าวเข้าไป แม่ก็ทุกขึ้นทันที “ช่วง 3 วันนี้เดียวต้องพาพ่อไปหาหมออีก” ผมก้าวออกมานอกห้องหลังจากที่พาพ่อเข้านอนเรียบร้อยแล้ว หิมะไม่มีวี่แววว่าจะเบาลงเหมือนเดิม “นายน่ะ ทำไมถึงได้เกลียดฉันขนาดนั้นวะ? บอกเหตุผลฉันหน่อยดิ” ผมหันไปหาหมาที่เห่าผมอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วถามหมาเสียงดัง… กว่าผมจะรู้เรื่องอุบัติเหตุของ “แทฮยอง” ก็อีกวันต่อมา

ในวันต่อมา ตอนที่ผมเข้าไปเยี่ยมร้านริมแม่น้ำ ก็เห็นเจ้าของร้านกำลังคุยกับตำรวจอยู่ ผมหยุดเท้าอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาโทษว่าที่ตำรวจมาที่ร้านมันเป็นความผิดของผม โทษว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นก็เพราะรอยบากบนตัวสกู๊ตเตอร์ที่เกิดขึ้นในจังหวะที่ลื่นถไล ผมคิดว่าสิ่งที่มันจะเป็นปัญหาน่ะ มันเริ่มมาตั้งแต่เด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ, ไม่มีใบอนุญาตต่างหากล่ะ กลับบ้านดีมั้ยนะ… แต่ว่า มันยังไม่ใช่เวลาที่รถเมล์จะมา แถมผมยังไม่มีแผนการที่จะพาพ่อซึ่งป่วยอยู่หนีออกไป

“ฟังอยู่ไหมนิ?” พอหันกลับไปถึงรู้ว่าเป็นเจ้าของร้านอาหารข้าง ๆ… เห็นว่าอุบัติเหตุของ “แทฮยอง” มันเกิดขึ้นตอนที่เขาขับสกู๊ตเตอร์ลงมาหลังจากการส่งข้าวกล่อง สำหรับศพของ “แทฮยอง” นั้นถูกพบโดยรถที่บังเอิญวิ่งผ่าน ซึ่งก็หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุไปมากกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งศพก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ เจ้าของร้านได้โทรศัพท์พูดคุยกับคนในหมู่บ้านซึ่งอยู่ในเขตบริการส่งข้าวกล่อง แต่ว่าก็ไม่มีใครตั้งใจออกไปค้นหาศพให้สักคน

ทางตำรวจบอกว่า “แทฮยอง” ยังขับสกู๊ตเตอร์ไม่เก่งพอ แถมยังบอกอีกว่าที่ “แทฮยอง” ไม่สวมหมวกกันน็อคนั่นมันเป็นความประมาทของเขาเอง ซึ่งในตอนนั้นผมก็เห็นหมวกกันน็อคที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นมาก่อนวางอยู่บนเค้าเตอร์ร้าน เจ้าของร้านพูดเสริมเข้าไปว่าเขาไม่ได้สั่งให้ออกไปส่งข้าวกล่องเลย กลับกัน เขาห้ามเสียด้วยซ้ำ นี่แหละความจริง… และคนที่พูดว่า “ไม่เป็นไรครับ ไปได้ครับ” ก็คือผมและ “แทฮยอง” นอกจากนั้นเหล่าบรรดาเพื่อนบ้านก็กล่ามเสริมกันไปคนละคำสองคำ

มันเป็นหมู่บ้านที่ทุกคนรู้จักกันหมด…  พวกเขามีความทรงจำระหว่างกันแค่ไม่กี่อย่างหรอก มันก็จะเป็นพวกเรื่องการทะเลาะกัน เรื่องนินทา เรื่องหักหลัง เรื่องดีไม่ดี มันวนลูปอยู่แค่นี้แหละ… ยิ่งเรื่องของ “แทฮยอง” นี่ยิ่งเล่ากันสนุกปากน้ำท่วมทุ่ง ซึ่งตอนนี้พ่อของ “แทฮยอง” ก็ไม่อยู่แล้ว เขามีเพียงแค่แม่และน้องสาว

แม่ของ “แทฮยอง” นอนราบอยู่ที่ม้านั่งหน้าร้าน เธอเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังเธอยังร่ำร้องอีกว่า ‘เอาลูกฉันคืนมา’ เจียนจะขาดใจ… ในช่วงแรกก็มีป้า ๆ เพื่อนบ้านเข้ามาปลอบ เข้ามาอยู่เคียงข้าง ร้องไห้ไปด้วยกัน แต่ทว่าเนื่องด้วยในตอนนี้อากาศเหน็บหนาวและพระอาทิตย์ตกเร็ว เมื่อแปรเปลี่ยนเป็นยามค่ำคืน ก็เหลือเพียงแค่แม่ของ “แทฮยอง” คนเดียว ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เรายังคงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอาหาร กลิ่นข้าวที่ลอยออกมาจากทางหน้าต่างของแต่ละบ้าน เกล็ดหิมะร่วงหล่นจากต้นไม้ที่ยืนแถวบริเวณแม่น้ำทุกครั้งในยามที่สายลมพัดผ่าน ท่ามกลางอากาศเช่นนี้ แม่ของ “แทฮยอง” นั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ผมมาเห็นเธอในสภาพนี้ก็ตอนระหว่างทางที่พาพ่อกลับมาจากโรงพยาบาล ผมหยุดยืนอย่างไม่รู้สึกตัวพลางนึกถึงสถานที่ที่เกิดอุบัติเหตุ หลังจากที่ผมไปสอบถามรายละเอียด ผมก็ลองขึ้นไปยังพื้นใกล้ ๆ กับเขตบริการส่งข้าวกล่องแค่คนเดียว ด้วยอากาศที่หนาวเหน็บขึ้นมาอย่างฉับพลัน ลมหายใจของผมจับเป็นเกล็ดหิมะและร่วงหล่นลงบนพื้น ร่องรอยของ “แทฮยอง” ที่ถูกตีไว้เป็นเส้นสีขาวนั้นหายไปครึ่งหนึ่ง เส้นสีขาวที่บ่งบอกร่องรอยของเขาสงบนิ่งอยู่บนพื้นถนน ผมหยุดยืนอยู่ในจุดที่เป็นเท้าของ “แทฮยอง” บรรดาใบไม้ที่เปียกชื้นเพราะหิมะพัดปริดปลิว ร่องรอยของเกลือแคลเซียมคลอไรด์หลงเหลืออย่างกระจัดกระจาย ผมคิดว่าบางทีร่องรอยนั่นอาจจะเป็นผมก็ได้ ถ้าในตอนนั้นผมออกไปส่งข้าวกล่อง ถ้าในตอนนั้นไม่ใช่ “แทฮยอง” แต่เป็นผม ผมก็อาจจะตายก็ได้ และตอนนี้ คนที่นั่งร้องไห้อยู่ที่ม้านั่งหน้าร้านอาหารก็อาจจะเป็นพ่อแม่ของผมก็ได้

เมื่อพ่อไอหนักเข้าไม่หยุดหย่อน ในที่สุดผมจึงหยุดเดิน “นัมจุน” พ่อเรียกชื่อผมก็ตอนที่เราข้ามสะพานและเข้าสู่เส้นทางที่จะเดินกลับบ้าน เมื่อฝีเท้าของพวกเราผ่อนลง เจ้าหมาที่ทำท่าเหมือนรอพวกเรามานานก็เริ่มเห่า แต่พ่อยังคงพูดต่อไป เสียงของพ่อช่างอ่อนแรงเหลือเกิน และมันถูกกลบเสียหมดสิ้นด้วยเสียงเห่าอันดุเดือดของเจ้าหมา และผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจฟังให้ชัดเจนเท่าไรนัก ผมทำทีเป็นไม่ได้ยินและเดินต่อไป

ผ่านมาแล้วหนึ่งสัปดาห์นับตั้งแต่วันที่ “แทฮยอง” เสียชีวิต หมู่บ้านแห่งนี้กลับเข้าสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว แม่ของ “แทฮยอง” ยังคงไปร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่หน้าร้านอาหารบ่อย ๆ หากแต่ว่าคนที่ร่วมร้องไห้ไปด้วยกันนั้นกลับไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ในทางกลับกัน เมื่อน้องสาวของ “แทฮยอง” พาแม่กลับ เธอกลับถูกตักเตือนอย่างรุนแรง แถมยังมีบางคนที่บอกอีกว่านี่มันก็แค่อุบัติเหตุทางจราจรเท่านั้น ผมเริ่มทำงานที่ร้านใหม่ ไม่สิ…กลายเป็นว่าผมรับงานส่งข้าวกล่องทุกงานที่ได้ไปส่งยังหมู่บ้านซึ่งอยู่ในเขตบริเวณส่งข้าวกล่อง หลังจากนั้นก็มีบางช่วงที่หิมะตกบ้าง ถนนถูกแช่แข็งบ้าง น้ำแข็งบนถนนละลายไปแล้วบ้างหมุนวนกันไป ช่วงนี้การสั่งข้าวกล่องจากหมู่บ้านในเขตบริการนั้นลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่มีอยากจะทำงานออกไปส่งข้าวกล่องเลย เพราะงั้น ในหนึ่งวัน ผมถึงออกไปส่งข้าวกล่องประสาร 5~6 ครั้ง เงินเก็บเองก็เยอะขึ้น ในตอนที่ผมจะออกไปส่งข้าวกล่อง ผมจะสวมหมวกกันน็อค สวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกายให้ครบ ไม่เคยละสายตาจากถนนและเส้นประสาททุกส่วนในร่างกายต่างก็ตื่นตัวอยู่เสมอ

เมื่อคืน ผมไปส่งข้าวกล่องเป็นครั้งสุดท้าย ในตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นการส่งข้าวกล่องครั้งสุดท้ายของผม แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว ช่วงระหว่างเดือนของฤดูหนาวนั้นเขตพื้นที่บริการจะไม่เปิดให้บริการ และเมื่อผมก้าวเข้าไปในห้องสำนักงานก็พบกับผู้คนมากมายที่เข้ามารวมกันอยู่ในนี้ ดูเหมือนพวกเขาจะมาพูดคุยกันเกี่ยวกับการเทขายกิจการพื้นที่บริการนี้ แต่คนที่เข้ามาร่วมประชุมนั้น เป็นบุคคลที่ผมไม่คุ้นหน้าเอาซะเลย ช่วงที่ผมวางอาหารลงและรับเงินมานั้นใครสักคนในกลุ่มคนพวกนั้นก็เริ่มพูดถึงอุบัติเหตุของ “แทฮยอง” และใครสักคนก็พูดถึงระดับความอันตรายของการขับออโต้ไบต์บนถนนที่มีหิมะจากนั้นก็เดาะลิ้น ทันใดนั้นคนที่หยิบยกเรื่องของ “แทฮยอง” ขึ้นมาพูดก็หันมามองผม พร้อมทั้งกล่าวเตือนผมให้ระมัดระวัง ผมกล่าวขอบคุณที่เขาเป็นห่วงผม แต่ว่า นั่นไม่ได้มาจากใจหรอกนะ ถ้าเขาคิดว่าการขับบนทางลาดชันเป็นอันตรายจริง เขาก็ต้องไม่รับออเดอร์ส่งข้าวกล่องมาสิ

“นายรู้มั้ยว่าสิ่งที่อันตรายจริง ๆ แล้วมันคืออะไร?” คำพูดนี้หลุดออกมาจากคนพวกนั้นก็ตอนที่ผมปิดประตูที่อยู่ข้างหลังผม “อันตรายยิ่งกว่าหิมะก็คือตัวแคลเซียมคลอไรด์และใบไม้เปียกที่มันหล่นลงมา ถ้านายไม่มีฝีมือในการขับรถแล้วล่ะก็ พอไปเหยียบพวกนี้เข้า นายก็จะลื่นเลยล่ะ วันนั้นหิมะตกใช่มั้ยล่ะ เพราะงั้น ต้องไปเหยียบ……..” เมื่อประตูปิดลง เสียงนั่นก็หายไปเพราะถูกประตูกั้น ผมเดินตัดข้ามเขตพื้นที่บริการที่ตอนนี้ไม่มีใครเลยสักคน ผมเดินผ่านเค้าเตอร์แคบ ๆ ที่คอยเอาไว้ยื่นส่งบรรดาอาหารว่าง จากนั้นก็มุ่งไปที่ประตูทางออกพร้อมทั้งทิ้งมุมส่วนลดของสินค้าท้องถิ่นราคาพิเศษไว้

ผมเดินลงบันไดทีละขั้น ๆ … อุณหภูมิตอนนี้ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แต่ผมคิดว่ามันไม่หนาวเท่าไร ผมหมุนกุญแจในมือ แต่เครื่องยนต์มันก็ไม่เป็นใจให้เอาซะเลย แต่เมื่อผมใช้มืออันซูบผอมจับกุญแจไว้แน่น และสตาร์ทเครื่องอีกครั้ง เจ้าสกู๊ตเตอร์ตัวเก่าคร่ำครึกส่งเสียง “ตักๆๆ” จากนั้นเครื่องยนต์ก็ติด ผมค่อย ๆ ทิ้งห่างจากเขตพื้นที่บริการ เมื่อผ่านป้ายเขตพื้นที่บริการต่อไปก็จะเจอกับทางโค้ง ถ้าผ่านโค้งใหญ่ขวามือไปได้ต่อไปก็จะเป็นทางตรง แต่เดี๋ยวก็จะเป็นทางโค้งเลี้ยวซ้ายอีก ณ ตรงนี้นี่เองที่เป็นจุดที่ผมขับรถล้ม และเป็นจุดเกิดอุบัติเหตุของ “แทฮยอง”

ผมขับผ่านโดยไม่หันไปมองจุดเกิดเหตุเลยสักนิด ที่ผมไม่หันไปมอง ก็เพราะต้องการจะตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับถนนตรงหน้ามันก็ใช่อยู่ แต่ว่าในใจของผมนั้นก็รู้สึกละอายขึ้นมา มันเป็นความรู้สึกละอายที่ผมไม่สามารถเปิดเผยออกมาได้ ผมรู้สึกละอายที่จะต้องโกหกออกไปว่าที่อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นก็เพราะการขับรถของ “แทฮยอง” นั้นยังไม่ชำนาญ ผมรู้สึกละอายที่ผมไม่สามารถพูดออกไปว่าไม่เคยเห็นหมวกกันน็อควางไว้ในร้านเลย ไม่สิ หรือว่า…บางที…ผมอาจจะเป็นเพียงแค่คนที่แสร้งทำเป็นคนดี จมจ่อมอยู่กับความรู้สึกผิด… ก็แค่นั้น…

จุดเกิดอุบัติเหตุของ “แทฮยอง”… คนที่โปรยบรรดาใบไม้เปียกชื้นก็คือผมเอง… ไม่ใช่เรื่องที่ผมตั้งใจจะทำนะ แต่ว่า… สุดท้าย ผมก็มาทำอะไรแบบนี้… และคนที่โปรยเกลือแคลเซียมคอลไลด์ก็คือผมเองอีกเช่นกัน มันเป็นความหวังดี… ที่ผมทำแบบนี้ก็เพื่อไม่ให้ถนนมันถูกแช่แข็งจากความเหน็บหนาว ไม่สิ… ที่ผมออกมาทำอะไรแบบนี้ นั่นก็เพราะการส่งข้าวกล่องครั้งต่อไป และต่อ ๆ ไป คนที่จะส่งข้าวกล่องก็คือตัวผมเอง ผมทำแบบนี้ก็เพื่อตัวของผมเอง … ‘นายรู้มั้ยว่าสิ่งที่อันตรายจริง ๆ แล้วมันคืออะไร?’ ผมนึกถึงคำพูดตอนที่อยู่เขตพื้นที่บริการ ‘ต้องไปเหยียบสิ่งนั้นแล้วก็ลื่นถไลแน่ ๆ’ ถ้าผมเก็บกวาดใบไม้ที่มันเปียกชื้น ถ้าผมไม่โปรยเกลือแคลเซียมคลอไลด์ล่ะก็จะไม่มีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นหรือเปล่านะ…

มีคนมารอรถเมล์เที่ยวแรกอยู่หลายคน ผมไม่ได้มีความตั้งใจที่จะมองใครเป็นพิเศษ เพราะงั้นถึงได้เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอย่างเพียง มองก้มมองพื้น พยายามไม่สบตาคนอื่นเท่าที่ผมจะทำได้ และผมก็มองเห็นรถเมล์เที่ยวแรกเคลื่อนมาจากที่ไกล ๆ

ผมก้มหน้าตลอดเวลาที่ก้าวขึ้นรถเมล์ตามคนอื่น ไม่ใช่ว่าผมวางแผนอะไรเรียบร้อยแล้ว ในทางกลับกัน หากจะพูดกันตรง ๆ เลยก็คือ การกระทำของผมในตอนนี้มันยิ่งเข้าใกล้คำว่าหนีไปโดยไร้จุดหมาย ผมอยากจะหนีจากใบหน้าอันเหน็ดเหนื่อยของแม่ หนีจากน้องชายที่ลังเล หนีจากพ่อที่ป่วย หนีจากค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่นับวันจะยิ่งทวีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น หนีจากครอบครัวที่บังคับรีดไถเอาความเสียสละและความสงบสุข หนีจากตัวเองที่แสร้งทำเป็นไม่รับรู้อะไร ยอมแพ้ ปรับตัวไหลไปตามน้ำ และเหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากจะหนีจากความยากจนนี้ ความยากจนน่ะมันฉีกกระชากอะไรหลาย ๆ อย่างและกลืนกินสิ่งเหล่านั้น จากที่เคยเป็นสิ่งสำคัญเอามาก ๆ ก็หลายมาเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าอะไรเลย ทั้งเรื่องที่ไม่สามารถยอมแพ้ได้ ก็กลายเป็นยอมแพ้ในที่สุด…กลายเป็นความเคลือบแคลงใจ, ความหวาดกลัว และนำไปสู่การล้มเลิกทุกสิ่งทุกอย่าง

เมื่อคืนวาน ผมออกจากเขตพื้นที่บริการแล้วแวะไปที่ร้านจากนั้นก็มุ่งหน้ากลับบ้าน ผมนึกไม่ออกเลยว่าระหว่างที่นั้นผมพบเจอกับใครบ้าง ผมพูดคุยอะไรออกไปบ้าง และผมคิดอะไรอยู่บ้าง… ผมไม่รับรู้เลยว่าลมพัดหรือเปล่า หนาวมั้ย ได้กลิ่นอะไรมั้ย หรือพบเจอใครโดยบังเอิญหรือเปล่า… ผมไม่รับรู้อะไรเลย เหมือนความคิดของผมนั้นหยุดนิ่ง  ผมเป็นใครกันแน่นะ แล้วผมทำอะไรถึงได้มาถึงที่นี่ ผมกำลังทำอะไรอยู่ มีชีวิตอยู่ด้วยความคิดแบบไหน ผมดูราวกับเป็นซอมบี้ที่ลืมหมดสิ้นทุกสิ่งอย่าง ผมเคลื่อนไหวราวกับเครื่องจักรก็ไม่ปาน และผมรู้สึกตัวอีกครั้งก็เป็นตอนที่เจ้าหมาส่งเสียงเห่าเมื่อผมเลี้ยวเข้าถนนที่มุ่งสู่บ้าน

ในตอนนั้น ความรู้สึกต่าง ๆ ที่กลายเป็นอัมพาทหวนกลับคืนมีความรู้สึกอีกครั้ง ภาพจำนวนมากผุดขึ้นเบื้องหน้าของผมในยามที่ผมกระพริบตา ช่วงเวลาที่ผมใช้ชีวิตที่เร่ร่อนไปทางนั้นทีทางนี้ที ช่วงเวลาที่ผมถไลล้มบนทางลาด ช่วงเวลาที่ผมจะต้องก้มหัว หวาดระแวง และทะเลาะกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะอยากจะได้รับงานส่งข้าวกล่องเพิ่มขึ้น ช่วงเวลาที่ผมถูกเด็กรุ่นเดียวกันหัวเราะเยาะ ช่วงเวลาที่ผมมองดูเด็กรุ่นเดียวกันที่สวมชุดเครื่องแบบนักเรียนจากที่ไกล ๆ และสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับภาพเหล่านี้ก็คือเสียงเห่าเอาเป็นเอาตายและสายตาของเจ้าหมาที่มองผมอย่างข่มขวัญและประกาศตนเป็นปรปักษ์เสียเต็มประดา

ผมแทบจะตะโกนใส่เจ้าหมาไปแล้วว่า “หยุด! แล้วบอกมาเลยว่าอยากให้ฉันทำอะไร” แต่แล้วผมก็ไม่ทำ ผมดันนึกถึงเสียงของพ่อ มันเป็นเสียงที่อ่อนแรง มันเป็นคืนที่พวกเราเดินกลับมาจากโรงพยาบาล เป็นคำพูดที่พ่อพูดกับผม และเป็นคำพูดที่ผมแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแต่ก็ยังคงฟังไปเรื่อย เป็นคำพูดที่ได้ยินอย่างชัดแจ้งท่ามกลางเสียงเห่าของเจ้าหมา มันเป็นคำพูดที่ผมคิดวกไปวนมานับตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งถึงตอนนี้ คำพูดที่ผมพยายามไม่คิดถึงมัน แต่มันก็ลอยขึ้นมาในห้วงความคิดของผม … “นัมจุน ไปซะ… นายต้องมีชีวิตรอด”

รถเมล์ออกตัว ผ่านไปหลายชั่วโมง รถเมล์ก็น่าจะไปถึงซงจู… 1 ปีก่อนหน้านี้ ช่วงเวลาที่ผมปล่อยมือจากสิ่งนั้น ผมไม่หลงเหลือคำทักทายอะไรเอาไว้เลย และผมในตอนนี้ก็คือไม่มีแจ้งอะไรพวกเขาล่วงหน้า แต่ก็ดันมุ่งหน้าไปยังที่ตรงนั้น พอผมลองนึกถึงใบหน้าของเพื่อน ๆ กลายเป็นว่าผมไม่ได้ติดต่ออะไรกับพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว ตอนนี้ทุกคนทำอะไรกันอยู่นะ จะยังอยู่ที่ตรงนั้นอยู่หรือเปล่า เพราะไอน้ำที่เกาะอยู่บนกระจกนี้แหละที่ทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ข้างนอกได้ และผมค่อย ๆ ใช้นิ้วขีดเขียนลงไปบนกระจกที่มีไอน้ำเกาะ “ฉันต้องมีชีวิตรอด”

 

กลับสารบัญ

——————————————–
NEXT : สิ่งที่ควรตามหา เมื่อวันฉันหลงทาง 
โฮซอก
02 MAR 2022

Translate by : INFINITA & INFINITA v.2 Admin
Book : 花様年華 The Notes 1 Japanese version

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s