[Review] McQueen : What we learn from McQueen

การเขียนรีวิวครั้งนี้มีไบแอสแน่นอน เรามั่นใจ…

ขอเกริ่นเรื่องระหว่างตัวเองและแบรนด์อเล็กซานเดอร์ แม็คควีนก่อนนิดหน่อย เราไม่รู้จักแบรนด์อเล็กซานเดอร์ แม็คควีนเลยจนเมื่อต้นปี 2016 ที่เข้ามาทำงานใน กทม แล้วเจอเพื่อนพ้องน้องพี่จากในวงการบันเทิงที่ติดตามโลกแฟชั่น พี่ที่เราเคารพพาเราไปเปิดหูเปิดตา เข้าช็อปแบรนด์นั้นแบรนด์นี้แนะนำที่มาที่ไป เราเองก็เริ่มติดตาม เริ่มหาข้อมูลที่มาของแต่ละแบรนด์ว่ามาได้อย่างไร เริ่มติดตามพวก SNS ของแบรนด์นั้น ๆ อย่าง LV, McQueen etc.

และด้วยความที่เราเป็นลูก ๆ มอสเตอร์ของพระแม่กาก้าด้วย ยิ่งพีคเข้าไปอีกเมื่อรู้ว่าเสื้อผ้ารองเท้าพิลึกกึกกือที่แม่กาก้าใส่ใน MV เพลง Bad Romance มาจากคอเล็กชั่น Spring/Summer 2010 “Plato’s Atiantis” ของแบรนด์อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน

จากนั้นก็ยิ่งขุดหนักลงไปอีก สุดท้ายจึงพบว่า “ลี อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน” เสียชีวิตในปี 2010 ด้วยวัย 40 ปี จากการฆ่าตัวตาย… หลังจากนั้นปี 2017 พี่ที่เราเคารพก็บอกเราว่าจะมีหนังประวัติของแม็คควีนออกมานะ ชื่อว่า “McQueen” และเราก็ตั้งหน้าตั้งแต่รอจนกระทั่งได้ดูในวันนี้…

การรีวิวนี้จะแบ่งเป็นบท
บทที่ 1 : Story
บทที่ 2 : What we learn from McQueen
บทที่ 3 : Collections

—————————————————————

มากันที่บทที่ 2
What we learn from McQueen?
เราเรียนรู้อะไรจากการชมภาพยนตร์เรื่อง McQueen บ้าง?

  • ประการแรก ไคโนะจะไม่ขอเถียงในสิ่งที่เราเห็นตรงกัน นั่นคือคำว่า “Passion”… ภาพยนตร์เรื่องนี้ชี้ให้เราเห็นการมี Passion อย่างหนักแน่นของแม็คควีนมาก ถึงขนาดที่ว่าไม่มีจะกินก็ยังจะผลิตคอเล็กชั่นแฟชั่นออกมา รู้ว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องการตัดเย็บ ก็มุ่งหน้าเรียนรู้เรื่องการตัดเย็บด้วยการเรียนบ้างล่ะ, เดินเข้าไปสมัครงานที่ห้องเสื้อบ้างล่ะ… ซึ่งมันทำให้เราเห็นในความแน่วแน่ของเขา

เมื่อมองย้อนกลับดูตัวเอง พบว่าตัวเองช่างอ่อนหัดเหลือเกิน เราเองก็มีความฝันเช่นเดียวกันกับ McQueen แต่เราไม่ได้บ้าดีเดือดแบบเขา ไม่สิ… ไคโนะว่าไคโนะบ้าดีเดือดนะ แต่แค่ขาดความกล้า ไม่กล้าที่จะเดินไปเคาะหน้าประตูบ้าน “ความฝัน” เพื่อของานทำ เพื่อขอเรียนรู้และเจริญเติบโต, เอาแต่นั่งเขียนเรซูเม่สวยหรู แล้วหว่านใบสมัครงานไปซะทุกที่ เรายังคงหวาดกลัวที่จะออกจากคอมฟอร์ดโซน

แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเตือนหลาย ๆ คนก็คือว่า การที่เราจะกระโดดออกจากคอมฟอร์ดโซน เราอาจจะจำเป็นที่จะต้องมั่นใจ หรือมองเห็นอะไรข้างหน้าในอนาคตสักหน่อย เพื่อเป็นการเซฟตัวเอง ยุคสมัยของเราและยุคสมัยของแม็คควีนนั่นแตกต่างกัน, แม็คควีนเป็นคนมีของ และช่วงระยะเวลาของเขาก็เหมาะสม ทุกอย่างเข้าล็อกกันพอดี

  • อยากแหกคอก + ถูกยอมรับ ต้องแหกคอกให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จ คุณก็เป็นแค่กบฏ, ไคโนะว่าเรื่องนี้จริง และแม็คควีนก็ชี้ให้เราเห็นเป็นอย่างมาก มันเหมือนเป็นการปฏิวัติ เราไม่ได้แตกต่างไปจากกบฏเลย คำว่ากบฏและยุคใหม่ หรือคนแหกคอกห่างกันเพียงเส้นบาง ๆ …

มองในแง่บ้านเมือง ปฏิวัติสำเร็จจะไม่ถูกเรียกว่าเป็น “กบฏ” คุณสามารถสร้างชื่อเรียกให้กับตัวเองได้ แต่เมื่อไรที่การปฏิวัติล้มเหลว เมื่อนั้นคุณจะกลายเป็นกบฏ ไม่มีที่ยืน ถูกล่าหัวทันที… ไม่ต่างจากแม็คควีน การกบฏต่อกรอบแฟชั่นของเขานั้นถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่แม็คควีนก็มุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้เห็น จนในที่สุดความกบฏ ความแหกคอกของเขาก็ปรากฏให้เห็นถึงความวิเศษ ความงดงาม จนกลายเป็นที่ยอมรับ

ซึ่งไคโนะมองในอีกแง่ว่าหากการกบฏต่อวงการแฟชั่นของแม็คควีนทำไม่สำเร็จ ไม่สามารถรังสรรค์อะไรที่ทำให้โลกต้องหยุดหมุนออกมาได้ เขาน่าจะถูกแบนจากวงการเป็นแน่แท้

  • เมื่อมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง มันไม่เคยสนุก – ก่อนหน้าที่จะไม่มีเงิน ชีวิตแม็คควีนดำรงอยู่ได้ด้วยเงินสนับสนุนคนว่างงานเป็นหลัก มันดูสนุกสนานมากที่วิ่งหาเงินเพื่อที่จะเอามาซื้อผ้า มาทำคอเล็กชั่น แต่ความสนุกเริ่มหดหายไป เมื่อครั้ง “จีวองชี่” หรือ ครั้งที่ “Gucci เข้ามาซื้อหุ้นของ Alexander McQueen”

ประการแรก เรื่องเงินเริ่มไม่สนุกเมื่อมันทำให้เขาและอิชชี่ต้องหมางกัน, จริง ๆ มีหลายประเด็นทำให้แม็คควีนและอิชชี่หมางกัน 1 ในนั้นก็คือเรื่องเงิน เพราะแม็คควีนนั้นนับถืออิชชี่มาก อะไรที่เกี่ยวกับเรื่องเงินทองเขาจะตัดอิชชี่ออกไป เพื่อไม่ให้มีเงินเข้ามาในความสัมพันธ์

แม็คควีนอาจจะหวังดี แต่นั่นเป็นการทำร้ายจิตใจอิชชี่

ประการที่ 2 ธุรกิจจะอยู่ได้ก็ด้วยเงิน แต่มันก็ผลักดันให้เขาต้องลอยขึ้นสูง เขาเริ่มมีลูกน้อง เขาต้องหาเงิน คราวนี้ไม่ใช่แค่เพื่อปากท้องตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อปากท้องของลูกน้อง 50 ชีวิตที่เขาจะต้องรับผิดชอบด้วย นั่นยิ่งทำให้เขาต้องคิดหนักเข้าไปอีก งานคิดคอเล็กชั่นน่าจะยังสนุกสำหรับเขาเหมือนเดิม แต่มันยิ่งบ่อนทำลายและร่างกายยิ่งขึ้นกว่าเก่า ทำให้มีความสุขและความทุกข์ไปในคราเดียวกัน

  • งานหนักไม่เคยฆ่าใคร (เหรอ?) – เคยได้ยินคำว่าพยายามทำงานให้หนัก แล้วผลตอบแทนจะออกมาดีไหมคะ? แม็คควีนเองก็เป็นเช่นนั้น จากเนื้อเรื่องไม่รู้ว่าเขาจงใจที่จะทำงานหนักหรืออะไรบีบคั้นให้เขาต้องทำอย่างนั้น แต่หลังจากที่แม็คควีนรับงานกับจีวองชี่ ชีวิตของเราก็ต้องแบกทั้งแบรนด์ของตัวเองและจีวองชี่

ในปีหนึ่ง ๆ แม็คควีนจะต้องคิดคอเล็กชั่นเสื้อผ้ามากกว่า 14 คอเล็กชั่น นั่นทำให้เขาต้องทำงานหนักมาก ยิ่งมีชื่อเสียง งานยิ่งจะต้องเนี๊ยบขึ้น หรูหราขึ้น ตระการตามากขึ้น และแหกกฎมากยิ่งขึ้น มันเหมือนมาตรฐานยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ และสักวันเราจะ “ตัน…” เมื่อตันก็ต้องหาทางออก… อย่างไคโนะเองก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า ยาเสพติด จะเป็นตัวการที่ดีทำให้สามารถคิดงานศิลปะที่ล้ำเลิศได้

  • ยาเสพติด และงานศิลป์ – อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อความคิดเริ่มถึงคำว่า “ตัน” งานนี้จำเป็นต้องมีตัวช่วง และคิดว่าหลาย ๆ ท่านคงจะเคยได้ยินข่าวบรรดาศิลปินที่แต่งเพลงเอง หรือโปรดิวซ์เพลงเอง มีหลายกรณีที่เกิดอาการ OverDose นั่นก็คือการใช้ยาเกินขนาดค่ะ

ช่วงเวลาที่ไคโนะทำงานเบื้องหลังมาระยะหนึ่ง เคยได้ยินคำพูดนี้บ่อย ๆ เหมือนกัน… “ยาเสพติด” จะทำให้ศิลปินสงบค่ะ และเข้าถึงอารมณ์ได้ลึกกว่าบุคคลทั่วไป สุขก็จะสุขที่สุด ดิ่งก็จะดิ่งให้สุด เมื่อเราได้สัมผัสอารมณ์ “ขั้นสุด” นั้นแล้ว ก็จะถ่ายทอดออกมาได้ลึกซึ้ง เกิดเป็นผลงานที่กินใจผู้คน นั่นจะยิ่งเป็นแรงกดดันเพิ่มขึ้นไปอีก การเสพยาก็จะยิ่งเสพหนักขึ้นไปอีก เพราะต้องสัมผัสความรู้สึกเหล่านั้นผ่านทาง “ยาเสพติด” และถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานระดับ MASTER PEACE… และแม็คควีนก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ

เขาเริ่มเล่นยาเพื่อที่จะสัมผัส และเข้นเอาความรู้สึกต่าง ๆ ออกมาเพื่อนำมาทำคอเล็กชั่นเสื้อผ้า จนร่างกายซูบผอมลงจากเมื่อก่อนมาก และเกิดอาการที่ว่าต้องเสพมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้นเพื่อที่จะลงไปในห้วงอารมณ์ได้ลึกขึ้น

ไคโนะไม่รู้ว่าจุดจบของแม็คควีนนั้น เกิดจากผลของสารเสพติดหรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะมีส่วนค่ะ

  • ณ จุดสุดท้าย… – ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ปี 2010 : ลี อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยการแขวนคอในบ้านพัก ข่าวหลายสำนักต่างพยายามคิดหาเหตุผลต่าง ๆ นานา ซึ่งส่วนมากจะลงความเห็นที่ว่า เริ่มมาตั้งแต่การสูญเสียอิสเบลล่า โบลน์ (อิชชี่ฆ่าตัวตายเช่นกัน) ซึ่งแม็คควีนก็ได้จัดแฟชั่นโชว์ที่อุทิศให้อิชชี่โดยเฉพาะ จากนั้นเขาก็ต้องมาสูญเสียแม่ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2010 ซึ่งจะมีการจัดงานศพในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2010, และลี อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน ก็ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงก่อนงานศพของคุณแม่ 1 วัน…

 

 

จะเห็นได้ว่าชีวิตของลี อเล็กซานเดอร์ แม็คควีนนั้นเริ่มต้นจากศูนย์… ไม่สิ ติดลบเลยก็ว่าได้ จากนั้นก็ไต่ระดับขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด ขึ้นสูงจุดสูงสุดที่ได้รับรางวัล 4 ปีซ้อน จากนั้นก็ค่อย ๆ ดาวน์ลงมาเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์รอบตัวที่ความเครียดที่เข้ากระทบเขา… แม็คควีนสอนให้ไคโนะได้รู้เลยว่า บางครั้งเราอยากจะหยุด แต่เราหยุดไม่ได้… พอมองย้อนกลับไปดูนิยายเรื่อง “ชมพูเทา” แล้วรู้สึกเข้าใจอะไรมากยิ่งขึ้น … มันเป็นแบบนี้นี่เอง….

สูงสุด ลงสู่ ต่ำสุด
ณ จุดสุดท้าย

 

Advertisements

One thought on “[Review] McQueen : What we learn from McQueen

  1. Pingback: [Review] McQueen : Story

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s