KainO : เมื่อฉันสัมภาษณ์ทุนธนาคารญี่ปุ่น [150128]

หาเงินส่งตัวเอง

สวัสดีค่ะ!!! ไคโนะค่ะ!!
ไคโนะคนที่ตอนนี้รู้สึกว่าสมองตัวเองไม่ปกติตั้งแต่เข้า รพ. ครั้งนั้นค่ะ
มารอบนี้ จะมาเล่าบรรยากาศการสัมภาษณ์ทุนธนาคารญี่ปุ่นให้ฟัง

จริง ๆ ทุนนี้ไคโนะเคยได้แล้วครึ่งหนึ่งก่อนที่จะไปญี่ปุ่น
พอเห็นมีปีนี้อีก ประจวบกับที่บ้านมีปัญหา ขัดสนการเงิน
ก็เลย เอาว่ะ!!!! =.=” (ล่าทุนเป็นว่าเล่นอ่ะตอนนี้)

ก็ไปเอาร่างทุนอันเก่าของตัวเองมาดู
แล้วก็มาเทียบกับตัวเองในตอนนี้ ก็ไม่มีอะไรแตกต่าง
เลยเอาอันเก่ามาแก้ และเพิ่มประสบการณ์เข้าไปตามจริง
จากนั้นก็ส่งกับฝ่ายพัฒนานักศึกษาของคณะ

แต่เรื่องแปลกมีอยู่ว่า จู่ ๆ พี่ที่ฝ่ายวิเทศฯ ก็โทรมาหาและบอกว่าจะมีสัมภาษณ์ทุน
เราก็แบบ…ห๋า??? รอบที่แล้วจำได้ว่าไม่มีสัมภาษณ์นะ =.=”
เริ่มรู้สึกไม่ดี รีบเอาเอกสารที่กรอก และถ่ายเอกสารไว้ มาอ่านว่าตัวเองเขียนอะไรลงไปบ้าง
แต่คิดว่าจำได้นะ เพราะตัวเองเป็นคนเขียนเองนินา =.=”

จากนั้นพอวันจันทร์ (27 มกราคม 2015 ; 16:00 น.) ก็ไปที่สำนักวิเทศฯชั้น 4
ตกใจคือเจอน้องสาขาตัวเอง ไม่คิดว่าน้องก็ยื่นขอทุน =.=”
จากนั้นก็มีเด็กคณะมนุษย์มา บลา ๆ ว่าไป
แล้วก็เรียงคิวกัน โดยให้คนที่รีบเข้าสัมภาษณ์ก่อน เราอยู่อันดับที่ 4

ก่อนจะสัมภาษณ์ก็มีถ่ายภาพนักศึกษาที่ขอทุน
คนที่ 1 เข้าไปสัมภาษณ์นี่นานมาก
คนที่ 2 ก็นาน
คนที่ 3 รุ่นน้องเรานี่แบบ เสียงออกมาจากห้องเลยจ๊ะ
=.=

พอคนที่ 4 ก็เราเอง….
ก็เข้าไป เจอกับพี่วิเทศ 3 คน ตรูก็แบบสะตั้นแปร๊บ เกิดอะไรขึ้น!!!!
เจอพี่ที่ทำเรื่องทุนไปมิเอะให้เราด้วย!!!

จากนั้นพี่คนซ้ายมือก็ถามเป็นภาษาอังกฤษว่า “สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษได้มั้ย?”
เราเลยตอบไปว่า “สัมภาษณ์ญี่ปุ่นจะดีกว่านะคะ”
แล้วพี่เขาก็ตอบกลับมาว่า พี่พูดญี่ปุ่นไม่ได้
สรุป ก็สัมภาษณ์ไทยนี่แหละค่ะ

จากนั้นก็เริ่มคำถาม
คำถามแรกเลย
・เคยได้รับทุนนี้แล้ว รู้รายละเอียดดีใช่มั้ยคะ?
・・รู้รายละเอียดดีค่ะ เคยรับแล้วก่อนไปญี่ปุ่น

・ทำไมถึงเลือกสมัครทุนนี้
・・เพราะทุนนี้ช่วยเราในเรื่องค่าใช้จ่ายได้ค่ะ

・ช่วยยังไงคะ?
・・/สะตั้น/ ก็อย่างเช่นปีที่แล้ว ที่ไปญี่ปุ่นได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะทุนนี้ช่วยแหละค่ะ

・หนูอาศัยอยู่กับใครคะ?
・・คุณตาค่ะ

・ข้อมูลของคุณพ่อและคุณแม่ไม่มีเลย
・・แยกทางกันตั้งแต่หนูยังไม่เกิดค่ะ คุณแม่พอจะทราบที่อยู่ แต่คุณพ่อไม่ทราบเลยค่ะ

・ใครส่งเรียนคะ?
・・คุณตาค่ะ

・ที่บ้านมีปัญหาด้านการเงิน
・・(ก็ร่ายไป)

・หนูเคยไปญี่ปุ่น…
・・ค่ะ ไป ม.มิเอะ ผ่านทางวิเทศ

・ช่วยบอกข้อดีของญี่ปุ่นทีค่ะ
・・ความมีระเบียบ (มีเสียงพี่วิเทศแทรกเข้ามาว่า “กะไว้แล้ว”) พวกเขาตรงเวลามากค่ะ
อีกทั้งรักษากฏหมาย หนูทำงานพิเศษที่ญี่ปุ่น

・เด็กแลกเปลี่ยนทำได้ด้วยเหรอคะ?
・・ทำได้ค่ะ แต่ทางร้านอาหารที่รับเราทำงานเขาจะไม่ให้เราทำงานเยอะ เพราะเด็กแลกเปลี่ยนจะถูกจำกัดว่า 1 อาทิตย์ทำงานได้มากที่สุดกี่ชั่วโมง ทางร้านจะส่งข้อมูลเราไปที่มหาวิทยาลัยค่ะ

・หนูทำงานอะไรคะ?
・・ล้างจานค่ะ แล้วก็ (รู้สึกว่าออกนอกเรื่อง) เรื่องที่ชอบของญี่ปุ่นคือแฟนคลับค่ะ หนูชอบในศิลปินของญี่ปุ่น รู้ได้เลยว่าแฟนคลับเขาทุ่มให้กับศิลปินที่เขารักมาก อย่างเช่นคนไทย เราปล่อยแชร์ เราแจกกันได้สบาย แต่ญี่ปุ่นไม่ใช่แบบนั้น เพื่อศิลปินจะทำยอดขาย แฟนคลับยอมซื้อค่ะ รักษาลิขสิทธิ์ แล้ว พี่ ๆ รู้จักบิททอเร้นมั้ยคะ? (พี่คนนึงตอบว่ารู้) นั่นแหละค่ะ ที่ญี่ปุ่น จะโหลดบิท โหลดได้ แต่วันดีคืนดีอาจจะมีตำรวจมาเคาะห้อง แต่ถ้าเป็นที่ไทย อยากโหลดก็โหลดไปค่ะ อีกอย่างคนญี่ปุ่นมีระเบียบวินัย ต่อแถวเป็นต่อแถว ตอนที่หนูกลับไทยมาวันแรก หนูก็โดนลากออกจากรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้ง แล้วถูกแซงคิวค่ะ

・ดูจากที่หนูพูดแล้ว หนูไม่ชอบประเทศไทยเลยเหรอคะ?
・・ไม่ค่ะ หนูรักประเทศไทย ญี่ปุ่นถ้าจะให้หนูไปทำงาน หนูไปทำได้ค่ะ แต่ถ้าจะให้หนูอยู่ หนูไม่เอา อากาศที่นั่นแย่มาก เราจะต้องดูพยากรณ์อากาศทุกวัน เผลอ ๆ ทุกชั่วโมงค่ะ ทำไมเราต้องตื่นมาแล้วต้องมานั่งส่องพยากรณ์อากาศเป็นสิ่งแรก หนูชอบประเทศไทยที่ไม่ต้องส่อง เดินออกจากบ้านก็เจอแดดแล้ว อีกอย่างหนูรู้สึกว่าเวลาที่ญี่ปุ่นมันเดินเร็ว พวกเขาตรงเวลาก็จริง แต่บางอย่างมันหยวนได้ สำหรับญี่ปุ่นคือหยวนไม่ได้ คุณมาทำงานสาย เพราะรถไฟเต็ม ไม่ใช่ข้ออ้าง แต่ไทยเรายังคุยกันได้ใช่มั้ยคะ? หนูรักประเทศไทยตรงนี้ และหนูคิดว่า ที่นี่แหละค่ะ ดีสำหรับหนู

・หนูจะช่วยซัพพอร์ตญี่ปุ่นยังไงคะ?
・・จากที่หนูเขียนไปในเรียงความ หนูชื่นชอบในศิลปินญี่ปุ่นมาก หนูก็จะช่วยซัพพอตเขาค่ะ อยากจะให้เขามาไทย อยากจะให้แฟนไทยได้เจอกับศิลปินที่ชอบ หนูพยายามแปลสัมภาษณ์ ทำซับไตเติ้ล แชร์ข่าวทุกอย่าง อย่างที่พี่รู้ใช่มั้ยคะ ถ้ามา 1 ครั้งกระแสตอบรับไม่ดี การที่จะมาครั้งหน้ามันก็ยาก อีกอย่าง เวลามีงานเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นนั้น การกระจายข่าวน้อย ถึงน้อยมาก ไม่เหมือนกับอีกฝั่ง จึงทำให้การจัดงานที่จะเกี่ยวกับญี่ปุ่นต้องคิดแล้วคิดอีกว่าคนจะมาเยอะมั้ย จะคุ้มมั้ย ในตรงนี้แหละค่ะ หนูก็จะช่วยกระจายข่าวให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

・ทำไมหนูถึงอยากได้ทุนนี้
・・อย่างที่บอกค่ะ ค่าใช้จ่ายที่บ้านเยอะมาก ที่มหาลัยก็เยอะด้วย

・หนูใช้เดือนละเท่าไรคะ ที่มหาลัย
・・8,000 ค่ะ

・นั่นมันเยอะมากเลยนะคะ หนูใช้อะไรบ้าง
・・ค่ากิน, ค่าชีทเรียน จ่ายเยอะมากค่ะตรงนี้, แล้วก็จะมีออกนอกสถานที่ ไปโรงเรียน ตรงนี้หนูก็ต้องช่วยเพื่อนแชร์ค่าน้ำมัน, ค่าเทอมหนูก็ต้องจ่ายเอง,ค่ายาที่จะต้องใช้ทุกเดือน เป็นยาพ่นสเตรียรอยค่ะ ตลับล่ะ 1,800 บาท แต่ตอนนี้ก็ใช้ให้น้อยที่สุด และพยายามไปออกกำลังกายที่ยิมของมหาลัยเอาค่ะ ก็ช่วยได้บ้าง
อีกอย่าง ตอนนี้หนูพักที่หออินเตอร์ค่ะ พี่ ๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าหออินเตอร์แพงมาก แต่หนูต้องอยู่ เพราะหออินเตอร์อุ่นค่ะ หนูเป็นโรคหอบหืด จะอยู่ในที่เย็นมาก ๆ ไม่ได้

・แล้วหนูอยู่ญี่ปุ่นยังไงคะ?
・・สบายมากค่ะ ที่ญี่ปุ่นมันดันโบ ไม่ใช่ค่ะ มีฮีทเตอร์ หนูก็ไม่ออกไปไหนค่ะ ไปเรียนก็เจอฮีทเตอร์ ทุกที่ที่เป็นตึกเจอฮีทเตอร์ เสื้อกันหนาวก็หนามาก ยาพ่นแก้หอบหืดหนูก็เอาไปจากไทยหลายตลับค่ะ แต่ก็มีให้ที่บ้านส่งไปเพิ่ม เพราะมันไม่พอ

・หนูใช้สิทธิ์นักศึกษาขอเบิกยาไม่ได้เหรอคะ?
・・ไม่ได้ค่ะ เป็นยาควบคุม ถ้าไม่มีใบสั่งของแพทย์จะซื้อยาไม่ได้ เพราะเป็นสเตรียรอย อันตราย ใช้แล้วผื่นจะขึ้น นอกจากหอบหืด หนูก็เป็นภูมิแพ้ค่ะ ตอนเด็กคุณพ่อพ่นบุหรี่ใส่ ก็เลยเป็น แล้วแขนหนูก็จะเป็นแผลจากภูมิแพ้ (เปิดเสื้อแขนยาวให้ดู) เพราะงี้ หนูถึงใส่เสื้อแขนยาวตลอด ไม่มีใครอยากจะอวดผิวไม่สวยหรอกค่ะ

・แต่ในเรียงความหนูเขียนว่าเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เกิด
・・/ซวยแล้วกุ/ ตรงภาษาอังกฤษใช่มั้ยคะ? หนูคิดว่าหนูคงใช้คำผิดแล้วล่ะค่ะ

・ช่วยบอกค่าใช้จ่ายที่ญี่ปุ่นทีค่ะ
・・ได้รับจาก ม.มิเอะ 20,000 เยน, จากที่บ้าน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือหนูหาเองหมดค่ะ

・หายังไงคะ?
・・งานประจำคือล้างจานค่ะ จะมีบ้างที่รับแปล และรับเป็นสตาฟงานค่ะ อย่างเช่นงานให้กับสถานกงศุลไทยที่โอซาก้า งานที่รปปงงิ ที่ญี่ปุ่นน่ะค่ะ ถ้าหนูไม่ช่วยตัวเอง หนูก็จะตายอยู่ตรงนั้นก่อนกลับประเทศค่ะ

จากนั้นพี่ ๆ วิเทศก็ถามกันว่ามีอะไรจะถามอีกมั้ย
ทุกคนส่ายหน้า ซึ่งเราเป็นคนที่เร็วที่สุดแล้ว =.=”
จากนั้นก็ออกมาจากห้อง แล้วคนต่อไปก็มา

ตอนที่พูดถึงญี่ปุ่น พี่วิเทศที่อยู่ขวามือก็จะพยักหน้าไปด้วย พร้อมทั้งพูดว่า “หนูพูดถูก”
แล้วก็จะหันไปอธิบายให้พี่วิเทศอีก 2 ท่านฟัง เหมือนพี่เขาเคยไปมาแล้ว

ก็จบเพียงเท่านี้
ลุ้นเอาว่าจะได้มั้ย

จริง ๆ ลืมพูดไปหลายเรื่องมาก พ้อยน่าจะบอกพี่เขาไปว่า

“หนูมาถึงจุดนี้ได้ ก็เพราะศิลปินญี่ปุ่นนี่แหละค่ะ”

การสัมภาษณ์ครั้งนี้ บอกเลยว่าเป็นตัวของตัวเองมาก
เพราะตอบไปตามจริง เราติ่ง เราก็บอกว่าติ่ง
แต่เราไม่ได้ติ่งแบบไร้ประโยชน์
ก็หวังว่าพี่ ๆ วิเทศจะเข้าใจ
ไม่ได้คิดว่าเป็นติ่งมาขอทุนเพื่อไปติ่ง =.=”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s