[Tran] Spin Off Pink to Gray #2

คำชี้แจง

  1. แปลจาก “Spin-Off Pink to Gray” เขียนโดย “คาโต้ ชิเงอากิ” เขียนลงในนิตยสาร 小説野生時代 vol. 146
  2. ตัวละคร “อิชิกาว่า ซาริ” นั้นมีชื่อเล่นที่ทั้งคาวาโทริ, ซึซึกิ และคิโมโตะ เรียกกันว่า “Sally(サリー)” ในที่นี้จะใช้ชื่อว่า “เชลลี่”
  3. ตัวอักษรที่เป็นสีแดง หมายถึงอาจมีแปลผิดพลาด
  4. บริบทของคำจะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่คนไทยใช้กัน อาจจะไม่ได้แปลตามต้นฉบับทั้งหมด แต่ยังคงเนื้อเรื่องทั้งหมดไว้
  5. ประโยคแปลก หรือแปลผิดพลาด สามารถทักได้ทุกเวลา ยินดีแก้ไขเพื่อให้เป็นผลงานที่ออกมาดีที่สุด

หากจะนำไปโพสที่อื่น รบกวนให้เครดิต


สารบัญ

Spin Off Pink to Gray #1
Spin Off Pink to Gray #2
Spin Off Pink to Gray #3
Spin Off Pink to Gray #4


 

การตายของชิรากิ เร็นโกะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด และนั่นก็ได้ฉายความแตกต่างของสังคมให้ได้เห็นทีละนิด มีการฆ่าตัวตายตามของบรรดาแฟนคลับไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนั้น ยังเรื่องงานไว้อาลัยศพของชิรากิ เร็นโกะ ที่จู่ ๆ ก็ประกาศกระทันหันว่าสามารถให้แฟน ๆ เข้าร่วมงานได้ เนื่องจากคืนก่อนพิธีศพที่เปิดให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าร่วมได้นั้น มีบรรดาแฟนคลับจำนวนมากได้กรูกันเข้าไปที่ประตูงาน

และผมก็ตัดสินใจที่จะไปงานไว้อาลัยนั้น โดยที่ผมขอใช้วันหยุดจากทางบริษัท เพราะนี่จะเป็นครั้งสุดท้าย เลยตั้งใจว่าจะไปหาก๊อตจิ….ผมคิดอย่างนั้น…ถึงการลางานอย่างกระทันหันนี้ จะทำให้หัวหน้างานลำบากใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังดีที่หัวหน้างานยังเข้าใจ เขาพูดกับผมว่า “แต่ว่านะ…นายไปงานไว้อาลัยแหละ ดีแล้ว” แต่ทว่า ภรรยาของผมนั้นเธอกลับเห็นตรงกันข้าม “ไม่เป็นไรเหรอ? ไม่ไปน่าจะดีกว่านะ” เธอพูดกับผมเช่นนั้น

“ทำไมล่ะ?”

“ทำไมน่ะเหรอ…มันจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

“ไม่เป็นไรหรอก อะไรเนี่ย”

“ไม่เห็นจำเป็นต้องไปเลยนินา”

“ชุดไปงาน ฉันเอาไว้ไหนเนี่ย”

ผมมองส่งภรรยาผู้ที่จะออกไปทำงานและลูกสาวที่จะไปโรงเรียน พวกเขาออกไปด้วยกัน หลังจากนั้นผมก็เดินไปเปิดทีวี ไม่ว่าจะข่าวช่องไหนก็ถ่ายทอดสดภาพบรรยากาศของสถานที่จัดงานกันทั้งนั้น

ยังเหลือเวลาอีกเยอะ ก่อนที่ประตูงานจะเปิด แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย เพราะตอนนี้ด้านหน้าสถานที่จัดงานได้คลาคล้ำไปด้วยบรรดาแฟนคลับของชิรากิ เร็นโกะ

งานไว้อาลัยนั้นจะเริ่มขึ้นในเวลา 11 นาฬิกา…15 นาที ก่อนเวลาเริ่มงาน ที่สถานีก่อนจะถึงตัวงาน นั่นก็คือสถานีโนงิซากะ จากที่ตอนแรกตัวรถไฟโล่ง หากแต่ตอนนี้กลับอัดแน่นไปด้วยผู้คน ส่วนมากก็เป็นเด็กสาววัยรุ่นกันทั้งนั้น ถ้าคิดว่าจะได้เจอใบหน้าที่เศร้าสร้อยแล้วล่ะก็ ในหัวของผมนั้นกลับรู้สึกว่ามันเป็นใบหน้าสนุกนานราวกับว่าจะมีงานอีเว้นท์ที่ไหนซักแห่ง นอกจากนั้นภายในตัวรถไฟก็ยังเจอกับดาราคนอื่นที่จะไปงานด้วยเช่นกัน

ผมลงจากรถไฟที่อัดแน่นไปด้วยคลื่นมหาชนของหญิงสาว เมื่อโผล่ออกมาจากใต้ดินได้ ผมก็เจอกับการเข้าแถว แค่นั้นก็รู้แล้วว่าเป็นแถวที่จะไปงานไว้อาลัยให้กับชิรากิ เร็นโกะ…ผมไม่ได้ไปต่อแถวเหล่านั้น หากแต่กลับเดินไปยังสถานที่จัดพิธีศพอาโอยาม่า…ทั้งภายในรถไฟหรือภายในสถานีนั้นเสียงดังจอแจมาก แต่เมื่อยิ่งเข้าใกล้สถานที่จัดงานมากเท่าไร ความรู้สึกที่ว่านิ่งเงียบก็ยิ่งมากเท่านั้น แต่กลับกัน…ความเงียบนั่น กลับทำให้ผมไม่สงบมากยิ่งขึ้น

สถานที่จัดงานที่ไม่คิดเลยว่าจะอยู่ใจกลางเมือง มันถูกล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ ผู้คนแห่แหนกันมามากกว่าที่นั่งดูจากจอทีวีซะอีก มีดาราบ้างประปราย ด้านหน้าประตูเข้างาน ไม่ได้มีแค่บรรดาแฟนคลับที่มารวมตัวกันเท่านั้น แต่ยังมีทั้งคนที่ตั้งกล้องของรายการทีวี, พิธีกรต่าง ๆ งานนี้สื่อมวลชนมาเยอะมาก

ตรงประตูจะแบ่งทางเข้าออกเป็น 2 ทาง

“สำหรับแฟนคลับ”

“สำหรับผู้เกี่ยวข้อง”

ผมหยุดอยู่ตรงหน้าระหว่างประตูสองทางนั้น และจ้องอย่างเอาเป็นเอาตาย สำหรับผมแล้ว…ควรเลือกไปทางไหนดีเหรอ…ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ

จะเรียกว่า “ผู้เกี่ยวข้อง” ก็มีความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เพราะผมไม่ได้เจอก๊อตจิมาสิบห้าปีแล้ว ยิ่งกว่านั้น ไม่ได้ติดต่อกันเลยด้วย แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเดินไปยังจุดประชาสัมพันธ์จากนั้นก็บอกชื่อตัวเอง…หรือผมควรจะไปต่อรองว่า “ผมเป็นเพื่อนในวัยเด็กของชิรากิ เร็นโกะครับ” ถ้าทำอย่างนั้น เขาจะให้เข้าจริง ๆ เหรอ…แน่นอนว่าผมจะต้องถูกสงสัยแน่ ๆ และพอถึงตอนนั้น มีทางเดียวคือผมคงต้องให้ดูภาพของผมกับก๊อตจิที่เซฟอยู่ในมือถือ ถึงจะทำอย่างนั้น แล้วได้เข้าไปในงาน ผมก็คงไม่รู้จักคนที่นั่งอยู่ในที่นั่ง “ผู้เกี่ยวข้อง” แน่ ๆ แม้ซักคนเดียว

ถึงกระนั้น ผมก็ไม่มีความรู้สึกที่จะไปต่อแถวสำหรับแฟนคลับแต่อย่างใด จริงอยู่ว่าผมเชียร์ก๊อตจิ แถมยังคิดว่าเขาหล่ออีก แต่ถ้าผมยอมรับตัวเองว่าเป็นแฟนคลับ นั่นหมายความว่า ผมจะไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็กของก๊อตจิได้

ทั้งที่บานประตูเปิดอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่ผมกลับไม่สามารถก้าวเข้าไปได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว ผมรู้สึกราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นผมอยู่ แต่อีกทาง ผมก็กลับไม่ได้ด้วย

“อีกไม่นานพิธีจะเริ่มขึ้นแล้ว รบกวนผู้ที่จะเข้าร่วมพิธีช่วยเร่งฝีเท้าด้วยครับ”

ผู้ชายที่สวมปลอกแขนว่า “ผู้เกี่ยวข้อง” ประกาศอย่างนั้น

ฝั่งประตูสำหรับ “แฟนคลับ” มีบรรดาผู้หญิงวิ่งเข้าไปต่อแถว จากนั้นก็เคลื่อนไปช้า ๆ ข้าง ๆ ผม…สำหรับสื่อมวลชนก็เข้าไปยังประตูสำหรับ “ผู้เกี่ยวข้อง” พลางดูระเบียบการ

ผมควรจะทำยังไงดี

ระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น ผู้ที่อยู่ในพิธีถามผมว่า “จะเข้าไปหรือเปล่าครับ?”

ผมส่ายหน้า พลางตอบกลับไปว่า “ไม่เข้าครับ” สีหน้าที่แสดงถึงความประหลาดใจลอยเด่นอยู่บนใบหน้าของเขา จากนั้นเขาก็หันไปให้ข้อมูลกับคนอื่นต่อ

ผมผละจากสถานที่แห่งนั้น กลับไปขึ้นรถไฟอีกครั้ง คราวนี้ช่างเงียบเหงา แตกต่างจากตอนมายิ่งนัก ผมลงรถไฟ และก็เดินกลับบ้าน

หลายวันผ่านไป โลกที่กำลังหมุนรอบชิรากิ เร็นโกะ ก็มีเรื่องให้ตกตะลึง เมื่อผู้พบศพชิรากิ เร็นโกะคนแรกและกำลังเป็นผู้ต้องสงสัยอย่างคาวาโทริ ได หรือชื่อจริง ๆ คือคาวาดะ ไดกินั้นจู่ ๆ ก็เริ่มที่จะมีชื่อเสียงขึ้นมา บนอินเตอร์เนตนั้นเขาถูกเรียกขานว่า “เทพบุตรฆาตกร” มีคนยกย่องเขาในฐานะพระเจ้าด้วย และตอนนี้ดูเหมือนว่าการถูกกักบริเวณของเขานั้นไม่ได้มีผลอะไรเลย เมื่อมีรายการข่าวได้เสนอข่าวพิเศษเกี่ยวกับเขา…

และเมื่อเป็นเช่นนั้น ผมก็กลับมาโด่งดังอีกครั้ง ทุกคนในบริษัทต่างก็อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับคาวาโทริ ไดทั้งนั้น แถมคนที่ผมเคยให้ลายเซ็นชิรากิ เร็นโกะของปลอมไป มาครั้งนี้ เขาก็บอกผมว่าอยากจะได้ลายเซ็นของคาวาโทริ ได

“ตอนนี้ก็เจอไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ~ แต่ว่า ไว้ครั้งหน้าถ้าเจอเขา จะขอลายเซ็นไว้ให้นะ”

มันก็เหมือนกับตอนของก๊อตจินั่นแหละ ที่ผมเผลอบอกกับเพื่อนสนิทไปว่า ผมเป็นเพื่อนในวัยเด็กของชิรากิ เร็นโกะ จากนั้นเพียงแค่พริบตามันก็กระจายกลายเป็นข่าวลือ เป็นบุคคลที่โด่งดังขึ้นมาทันที จากผู้ชายที่ไม่มีอะไรดีอย่างผม จู่ ๆ ก็กลายมาเป็นมีชื่อเสียง มีเพื่อนเยอะแยะ มีแฟน…แถมที่ผมได้แต่งงานกับภรรยา นั่นก็เพราะหัวข้อสนทนาของก๊อตจิ ตอนที่ได้พบกับก๊อตจินั้นทั้งเรื่องเรียน เรื่องกีฬา ชีวิตของผมก็ปกติธรรมดาทั้งนั้น ไม่ได้มีความสามารถอะไรเลย ชีวิตที่จำฝังใจมาตลอดว่าตัวเองไม่มีอะไรดีอย่างผม เรื่องวิเศษอย่างนี้ แน่นอนว่าจะเกิดแบบนี้อีกเป็นครั้งที่สองนั้น เรียกว่าปาฏิหาริย์แน่ ๆ

ผมทำให้เรื่องที่ว่าตัวเองรู้จักริบะจังนั้นกระจายมากขึ้น ทั้งเรื่องตื่นเต้น พยายามพูดเรื่องที่คู่สนทนาสนใจ อยากจะรู้ และเพราะทุกคนหัวเราะให้กับเรื่องที่ผมเล่า หลัง ๆ ก็เลยมีบ้างที่กุเรื่องขึ้นมา

การที่คาวาโทริ ไดโด่งดังขึ้นมาแล้วไม่มีทีท่าว่าจะลดระดับลงเลย ความสงสัยต่าง ๆ เริ่มที่จะเปิดเผยออกมา ภายหลังการปล่อยตัวคาวาโทริ ได ผมก็กลายเป็นคนที่คอยเช็คทีวีและแผงนิตยสารอยู่เสมอ … รอบข้างผมเองก็เช่นกัน พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้

หลังการปล่อยตัวผ่านไปหลายเดือน คาวาโทริ ได ก็มีประกาศหนังสือเกี่ยวกับชิรากิ เร็นโกะ ทีมีชื่อว่า “ชมพูเทา” … ภายในหนังสือเล่มนั้น ถูกเขียนอะไรไว้บ้าง กำลังเป็นที่จับตามองในช่วงนี้ … ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ว่า “ทำไมชิรากิ เร็นโกะถึงเสียชีวิต” หรือ “คาวาโทริ ไดทำอะไรบ้างในตอนนั้น”…ไม่ว่าใครก็โหยหาความจริงข้อนี้ และตั้งหน้าตั้งตารอวันวางขายของหนังสือ “ชมพูเทา”

แต่ทว่า ในจิตใจของผมกลับคิดในทางตรงกันข้าม ผมระแวงตลอดว่าริบะจังจะเขียนอะไรเกี่ยวกับผมหรือเปล่า

ยิ่งวันวางขายหนังสือใกล้เข้ามา ความคาดหวัง ความหวาดกลัวของผมก็ขยายตัวใหญ่ขึ้นตามไปด้วย แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่าจะกับครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ผมก็แสร้งทำเป็นว่าไม่ได้สนใจอะไร สมมติว่าในหนังสือเล่มนั้นไม่มีชื่อของผมเขียนอยู่ แน่นอนว่าผมจะต้องถูกแกล้งสารพัดแน่ ๆ ผมเกลียดอะไรแบบนั้น แต่ถ้าผมสามารถพิสูจน์ชื่อตัวเองในหนังสือในหนังสือเล่มนั้นได้ล่ะก็ ทุกคนก็จะยอมรับผมในฐานะที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กของชิรากิ เร็นโกะและคาวาโทริ ได

การปล่อยตัวริบะจังผ่านไปได้ประมาณ 5 เดือน ตอนที่ใกล้จะถึงช่วงวางขายหนังสือ ผมก็ได้ยินข่าวลือที่บริษัทว่าร้านหนังสือที่ห่างออกไปมีหนังสือ “ชมพูเทา” มาวางขายแล้ว ช่วงเวลาว่างจากการออกไปพบปะลูกค้า ผมจึงแวะไปที่นั่น…แต่ทว่า…ทั้ง ๆ ที่ร้านเพิ่งจะเปิดได้แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น หนังสือก็ถูกกลายหมดจนเกลี้ยงแผง…ผมลองไปยังร้านหนังสือร้านอื่นที่คิดว่าหนังสือน่าจะวางขายแล้ว แต่ไปถึง 5 ร้านก็พบว่าขายหมดไม่งั้นของก็ยังไม่เข้า…ผมคอตกกลับไปทำงานพบปะลูกค้าต่อ หลังจากนั้นก็กลับเข้าบริษัท

พอผมนั่งลงที่โต๊ะ ผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือ “ชมพูเทา” วางอยู่บนโต๊ะทำงานของรุ่นน้องที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “ซื้อมาเหรอ?” ผมถามออกไปทันที

“ครับ พอดีเมื่อวานตอนกลับบ้านแวะที่ร้านหนังสือเลยบังเอิญเจอ ก็เลยได้อ่านล่ะครับ…อ้อ ตรงบทแรก ๆ ของหนังสือมีชื่อของคิโมโตะซังโผล่มานิดนึงนะ….ผมน่ะ เคยสงสัยว่าคิโมโตะซังเป็นเพื่อนสมัยเด็กของชิรากิ เร็นโกะจริง ๆ หรือเปล่า แต่ว่า ตอนนี้ผมเชื่อแล้วล่ะ ขอโทษที่สงสัยนะครับ”

ราวกับผมไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ในช่วงเวลานั้นสิ่งที่คาดเดาต่าง ๆ มากมายวิ่งวนอยู่ในหัวของผม

เรื่องของผมนั้น “แค่บทแรก ๆ” ที่ถูกเขียนไว้งั้นเหรอ มากกว่าความดีใจก็คงจะเป็นความโล่งอกซะมากกว่า จริง ๆ แล้ว ผมเกี่ยวข้องกับก๊อตจิและริบะจังแค่ช่วงแรก ๆ แค่นั้น แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังแอบหวังว่าอาจจะมีที่ไหนซักแห่งในหนังสือที่เขียนชื่อผมไว้เยอะก็เป็นได้ แต่ถ้าผมได้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติ คงจะมีแต่ชื่อของชิรากิ เร็นโกะ กับคาวาโทริ ไดเต็มไปหมด

“ถ้านายไม่ว่าอะไร ขอฉันยืมได้มั้ย จะรีบคืนเลย”

เรื่องที่ขอยืมจากคนอื่นนี่ไม่ใช่เรื่องที่คิดไว้เลย…การที่ไปซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือเอง โดยไม่แคร์ว่าตัวเองเป็นเพื่อนวัยเด็กของคนเขียน ยังดีเสียกว่าการที่เป็นส่วนหนึ่งของคนนอกและอ่านหนังสือเล่มนั้น ถ้าผมไปซื้อเอง ผมยังยอมรับได้ว่าตัวผมนั้นมีช่องว่างระหว่างคนนอกที่ซื้อหนังสือมาอ่านอยู่

แต่ว่า วันนี้ทั้งวัน  ไปร้านหนังสือตั้ง 5 ร้านผมก็หาซื้อหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ นั่นทำให้ผมร้อนใจมาก ผมอยากจะรู้ว่าริบะจังเขียนอะไรเกี่ยวกับผมบ้าง ซึ่งเรื่องนั้นมันก็ช่วยไม่ได้

“ได้ครับ นี่ครับ”

“Thank you! เดี๋ยวจะรีบอ่านเลย”

-#2 END-

kaino1.1

Advertisements

3 thoughts on “[Tran] Spin Off Pink to Gray #2

  1. Pingback: [Tran] Spin Off Pink to Gray #1 | T1nG

  2. Pingback: [Tran] Spin Off Pink to Gray #3 | T1nG

  3. Pingback: [Tran] Spin Off Pink to Gray #4 -END- | T1nG

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s